บทที่ 1.3: ความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
สวัสดีครับน้องๆ ว่าที่นิสิตนักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ทุกคน! ในบทนี้เราจะมาเรียนรู้เรื่องที่ดูเหมือนจะยากแต่จริงๆ แล้วน่าสนุกมาก นั่นคือการดูว่า "งานศิลปะชิ้นหนึ่งเกิดขึ้นมาได้อย่างไร" โดยเชื่อมโยงกับเรื่องราวในอดีตและวิถีชีวิตของผู้คนครับ
ถ้ารู้สึกว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องน่าเบื่อในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ! ใน TPAT2 เขาไม่ได้เน้นให้เราท่องจำปี พ.ศ. เป๊ะๆ แต่เน้นให้เรา "เข้าใจบริบท" ว่าทำไมคนในยุคนั้นถึงสร้างงานออกมาแบบนั้นมากกว่าครับ
1. บริบท (Context) คืออะไร?
คำว่า "บริบท" คือสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ส่งผลต่อการสร้างงานศิลปะ ลองนึกภาพตามพี่นะครับ ถ้าเราอยู่ในยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ภาพวาดของเราย่อมต่างจากยุคที่มีหลอดไฟนีออนแน่นอน บริบทประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ:
- ประวัติศาสตร์ (History): เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในตอนนั้น เช่น สงคราม, การค้นพบทางวิทยาศาสตร์, หรือยุคสมัยที่รุ่งเรือง
- วัฒนธรรม (Culture): วิถีชีวิต ความเชื่อ ศาสนา และขนบธรรมเนียมที่คนในสังคมยอมรับ
รู้หรือไม่?
ศิลปะคือ "กระจกเงาของยุคสมัย" นักประวัติศาสตร์สามารถเดาสภาพสังคมในอดีตได้จากการดูภาพวาดหรือประติมากรรม เพราะศิลปินมักจะบันทึกสิ่งที่เขาเห็นและสิ่งที่เขารู้สึกลงไปในงานนั่นเองครับ
2. ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับยุคสมัย (ศิลปะสากล)
ในการทำข้อสอบ TPAT2 น้องๆ ควรเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของศิลปะโลกในภาพกว้าง เช่น:
ยุคโบราณ: เน้นความเชื่อเรื่องเทพเจ้าหรือชีวิตหลังความตาย (เช่น อียิปต์, กรีก) งานศิลปะจึงดูขลัง แข็งแรง และมีกฎเกณฑ์ชัดเจน
ยุคที่ความรู้รุ่งเรือง: เมื่อมนุษย์เริ่มเข้าใจกายวิภาคและวิทยาศาสตร์ ศิลปะจะเริ่มมีความสมจริง (Realistic) มีแสงเงา และมีสัดส่วนที่ถูกต้องตามธรรมชาติมากขึ้น
ยุคหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม: เมื่อโลกเปลี่ยนไปเร็วขึ้น ศิลปะก็เริ่มฉีกกฎเดิมๆ ไม่จำเป็นต้องวาดให้เหมือนจริง แต่เน้นการระเบิดอารมณ์ การใช้สีที่รุนแรง หรือการตัดทอนรูปทรง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
น้องๆ หลายคนพยายามท่องจำชื่อศิลปินทุกคนบนโลก อย่าทำแบบนั้นครับ! ใน TPAT2 ให้เน้นดูภาพแล้ววิเคราะห์ว่า "ลักษณะแบบนี้ น่าจะมาจากสภาพสังคมแบบไหน" เช่น ถ้าภาพดูล้ำสมัย มีเส้นสายที่รวดเร็ว อาจจะสื่อถึงยุคเครื่องจักรและอุตสาหกรรมครับ
3. ศิลปะไทยกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญา
สำหรับศิลปะไทย ความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดคือ ศาสนาและวิถีชีวิตเกษตรกรรม ครับ:
- ความเชื่อทางศาสนา: ทำให้เกิดงานพุทธศิลป์ เช่น พระพุทธรูป จิตรกรรมฝาผนังวัดที่เล่าเรื่องทศชาติชาดก ซึ่งมักใช้ลายเส้นที่อ่อนช้อยประณีต
- สภาพภูมิศาสตร์: สภาพอากาศและวัสดุในท้องถิ่นทำให้เกิดศิลปะที่ต่างกัน เช่น ทางภาคเหนือนิยมใช้ไม้ ภาคใต้นิยมใช้สีที่สดใสเชื่อมโยงกับทะเล (ข้อมูลนี้เชื่อมโยงกับบทที่ 2.2 เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยนะ)
ตัวอย่างการคิดแบบข้อสอบ: หากโจทย์ให้ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีตัวละครแต่งกายประณีต มีการตัดเส้นที่คมชัด และใช้สีทองอร่าม เราควรวิเคราะห์ได้ว่านี่คือศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อเรื่องเทวราชาหรือพุทธศาสนาในยุคจารีต ไม่ใช่ศิลปะสมัยใหม่ครับ
4. การเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของงานศิลปะ
ในข้อสอบ น้องๆ อาจต้องเปรียบเทียบว่าศิลปะไทยและสากลมีจุดที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไรภายใต้บริบทของเขาเอง:
ตัวอย่างเช่น: การวาดภาพคน
- ไทยสมัยก่อน: วาดแบบ 2 มิติ ไม่เน้นแสงเงา เน้นท่าทางที่เป็นสัญลักษณ์ตามขนบ
- สากลบางยุค: วาดแบบ 3 มิติ มีกล้ามเนื้อ มีอารมณ์บนใบหน้าชัดเจน
เหตุผล: เพราะไทยให้ความสำคัญกับ "อุดมคติ" (Idealism) ส่วนสากล (บางยุค) ให้ความสำคัญกับ "ความจริง" (Realism)
ทบทวนประเด็นสำคัญ
1. บริบท (Context) = ตัวกำหนดหน้าตาของศิลปะ (ทำไมถึงวาดแบบนี้?)
2. ประวัติศาสตร์ = บอกช่วงเวลาและเหตุการณ์ (วาดเมื่อไหร่? เกิดอะไรขึ้นตอนนั้น?)
3. วัฒนธรรม = บอกความเชื่อและวิถีชีวิต (คนวาดเชื่อเรื่องอะไร? ใช้ชีวิตแบบไหน?)
4. คีย์หลักในการทำข้อสอบ: มองภาพให้ออกว่า "อารมณ์และลักษณะภาพ" สอดคล้องกับ "สภาพสังคม" ในตัวเลือกข้อไหนมากที่สุด
บทนี้อาจจะดูเหมือนต้องอ่านเยอะ แต่ถ้าเรามองว่ามันคือการ "อ่านไดอารี่ของคนในอดีตผ่านภาพวาด" มันจะง่ายขึ้นเยอะเลยครับ สู้ๆ นะครับน้องๆ ทุกคน ความฝันอยู่ไม่ไกลแล้ว!
หมายเหตุ: สำหรับรายละเอียดเรื่องการวิเคราะห์คุณค่าของงาน สามารถไปศึกษาต่อได้ในบท "การวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์งานทัศนศิลป์" นะครับ