บทนำ: ทำความเข้าใจการเขียนเชิงอธิบายและการเขียนเชิงแก้ปัญหา (Expository and Problem-Solution Writing)
ยินดีต้อนรับทุกคนครับ! การเขียนภาษาอังกฤษในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4–6) หัวใจสำคัญคือการสื่อสารความคิดของน้อง ๆ ออกมาอย่างชัดเจน มีเหตุผล และตรงตามจุดประสงค์ ในขณะที่การเขียนเล่าเรื่อง (narrative writing) จะเน้นการเล่าเหตุการณ์ และการเขียนแสดงความคิดเห็น (opinion writing) เน้นที่มุมมองส่วนบุคคล แต่การเขียนเชิงอธิบาย (expository writing) และการเขียนเชิงแก้ปัญหา (problem-solution writing) นั้นจะมุ่งเน้นไปที่การอธิบายข้อเท็จจริงตามความเป็นจริง การแบ่งปันข้อมูลที่มีประโยชน์ และการแก้ปัญหาในชีวิตจริง
ถ้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ยากในตอนแรก ก็ไม่ต้องกังวลไปนะครับ! เมื่อน้อง ๆ ได้เรียนรู้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ—ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบย่อหน้า การเชื่อมโยงความคิด ตลอดจนการใช้ไวยากรณ์หลักอย่างกริยาช่วย (modals) และประโยคเงื่อนไข (conditionals)—น้อง ๆ จะพบว่าการเขียนบทความที่มีโครงสร้างชัดเจนนั้นตรงไปตรงมาและไม่ได้ยากเกินความสามารถเลยครับ
หมายเหตุ: สำหรับโครงสร้างพื้นฐานของย่อหน้า (ประโยคใจความสำคัญและรายละเอียดสนับสนุน) น้อง ๆ สามารถทบทวนเพิ่มเติมได้ในบทเรียนเรื่อง การเขียนย่อหน้า (Paragraph writing) ครับ
ประเด็นสำคัญ: การเขียนเชิงอธิบายเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงและกระบวนการอย่างเป็นกลางและเป็นรูปธรรม ส่วนการเขียนเชิงแก้ปัญหาเป็นการระบุประเด็นปัญหาพร้อมเสนอขั้นตอนที่ทำได้จริงเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ๆ
ส่วนที่ 1: การเขียนเชิงอธิบาย (Expository Writing) คืออะไร?
คำว่า expository มีรากศัพท์มาจากคำว่า expose ซึ่งแปลว่า เปิดเผย แสดง หรืออธิบาย ดังนั้นในการเขียนเชิงอธิบาย เป้าหมายของเราคือการให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้อ่านในหัวข้อเฉพาะเจาะจง โดยใช้ข้อเท็จจริง เหตุผล และคำอธิบายที่ชัดเจน แทนที่จะใช้เรื่องเล่าที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว
ประเภทของการเขียนเชิงอธิบายที่พบบ่อย
ในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ น้อง ๆ จะได้พบกับรูปแบบการเขียนเชิงอธิบาย 3 สไตล์ที่พบเจอบ่อยที่สุด ดังนี้ครับ:
1. คำอธิบายเชิงพรรณนา / ให้ข้อมูล (Descriptive / Informative Explanation): การอธิบายว่าสิ่งนั้นคืออะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง หรือทำงานอย่างไร (เช่น การอธิบายว่าแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างไร หรือการรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง)
2. คำอธิบายเชิงกระบวนการ (Process Explanation): การอธิบายวิธีทำบางสิ่งบางอย่างทีละขั้นตอน (เช่น วิธีค้นหาแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ที่น่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์ หรือวิธีคัดแยกขยะในครัวเรือน)
3. คำอธิบายเชิงเหตุและผล (Cause and Effect Explanation): การอธิบายว่าทำไมสิ่งหนึ่งจึงเกิดขึ้น และส่งผลอย่างไรตามมา (เช่น ทำไมมลพิษทางอากาศจึงเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว)
โครงสร้างของบทความเชิงอธิบาย
บทความเชิงอธิบายที่ดีมักจะประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วนที่ชัดเจนและเป็นระเบียบ ดังนี้:
• บทนำ (Introduction): แนะนำหัวข้อเรื่องอย่างชัดเจน และมีข้อความหลักที่บอกให้ผู้อ่านทราบว่าจะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องอะไร
• เนื้อเรื่อง (Body Paragraph(s)): นำเสนอข้อเท็จจริง ขั้นตอนที่สมเหตุสมผล หรือเหตุผล โดยแต่ละย่อหน้าควรมุ่งเน้นไปที่ประเด็นย่อยเพียงประเด็นเดียวที่มีรายละเอียดสนับสนุนชัดเจน
• บทสรุป (Conclusion): สรุปประเด็นสำคัญสั้น ๆ กระชับ โดยไม่เปิดประเด็นหัวข้อใหม่ขึ้นมา
รู้หรือไม่? การเขียนเชิงอธิบายคือรูปแบบการเขียนที่พบได้บ่อยที่สุดในตำราเรียน วารสารวิทยาศาสตร์ ข่าวสาร และคู่มือแนะนำการใช้งานต่าง ๆ ทั่วโลก
ประเด็นสำคัญ: การเขียนเชิงอธิบายต้องเขียนอย่างเป็นกลาง มีการจัดระเบียบความคิดที่ดี และเน้นที่ข้อเท็จจริงรวมถึงขั้นตอนที่ชัดเจน
ส่วนที่ 2: การเขียนเชิงแก้ปัญหา (Problem-Solution Writing) คืออะไร?
การเขียนเชิงแก้ปัญหา (Problem-solution writing) เป็นรูปแบบการเขียนเฉพาะเจาะจงที่เราจะหยิบยกประเด็นปัญหา (ความยากลำบาก อันตราย หรือสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์) ขึ้นมาตรวจสอบ พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่สามารถทำได้จริงเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาให้ดีขึ้น โดยมักเชื่อมโยงกับเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เช่น ชีวิตในโรงเรียน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเทคโนโลยี
องค์ประกอบหลัก 2 ส่วน
บทความเชิงแก้ปัญหาทุกบทความจะต้องมี 2 ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้:
• ปัญหา (The Problem): อะไรคือปัญหา? ทำไมถึงเกิดขึ้น? ใครได้รับผลกระทบ? และทำไมปัญหานี้ถึงมีความรุนแรง?
• แนวทางแก้ไข (The Solution): มีมาตรการหรือขั้นตอนเฉพาะเจาะจงอะไรบ้างที่นำมาใช้ได้? ใครควรเป็นผู้ลงมือทำ? และจะเกิดผลลัพธ์อย่างไรเมื่อนำแนวทางแก้ไขเหล่านี้ไปใช้?
รูปแบบการจัดระเบียบงานเขียน 2 รูปแบบ
น้อง ๆ สามารถจัดโครงสร้างย่อหน้าได้ 2 รูปแบบตามความเหมาะสมครับ:
รูปแบบ A: แบบแยกส่วน (The Block Pattern - เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น)
• ย่อหน้าที่ 1: บทนำ — ระบุปัญหาให้ชัดเจนและอธิบายว่าทำไมปัญหานี้จึงมีความสำคัญ
• ย่อหน้าที่ 2: ปัญหาและสาเหตุ — อธิบายความเป็นมา สาเหตุ และผลกระทบของปัญหาอย่างละเอียดและครบถ้วน
• ย่อหน้าที่ 3: แนวทางแก้ไข — เสนอทางออกที่ทำได้จริง 2-3 ข้อ และอธิบายว่าวิธีเหล่านี้จะทำงานและช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร
• ย่อหน้าที่ 4: บทสรุป — สรุปแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งหมดและปิดท้ายด้วยข้อคิดที่สร้างความหวังหรือกำลังใจ
รูปแบบ B: แบบร้อยเรียงรายประเด็น (The Chain Pattern - Point-by-Point)
• ย่อหน้าที่ 1: บทนำ — แนะนำภาพรวมของประเด็นปัญหาทั้งหมด
• ย่อหน้าที่ 2: ปัญหาที่ 1 + ทางแก้ที่ 1 — อภิปรายสาเหตุหรือความยากลำบากข้อแรก แล้วนำเสนอทางออกสำหรับข้อนั้นทันที
• ย่อหน้าที่ 3: ปัญหาที่ 2 + ทางแก้ที่ 2 — อภิปรายสาเหตุหรือความยากลำบากข้อที่สอง พร้อมเสนอทางออกสำหรับข้อนั้นทันที
• ย่อหน้าที่ 4: บทสรุป — สรุปภาพรวมของทั้งสองประเด็นและให้การประเมินผลในขั้นตอนสุดท้าย
ประเด็นสำคัญ: ควรเลือกว่าจะใช้รูปแบบ Block Pattern หรือ Chain Pattern ให้ชัดเจนก่อนลงมือเขียน เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อหาและลำดับความคิดของน้อง ๆ พันกันจนสับสนครับ
ส่วนที่ 3: คำเชื่อมและคำส่งสัญญาณเชื่อมความที่สำคัญ (Connectives & Transitions)
เพื่อนำพาผู้อ่านให้ติดตามประโยคต่าง ๆ ได้อย่างลื่นไหล เราจำเป็นต้องใช้คำเชื่อมครับ หลักสูตรได้เน้นกลุ่มคำเชื่อมหลายกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่องานเขียนเชิงอธิบายและเชิงแก้ปัญหา ดังนี้:
1. คำเชื่อมบอกลำดับขั้นตอน (Sequencing Connectives)
ใช้เมื่อต้องการอธิบายขั้นตอนในกระบวนการ หรือการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาทีละข้อตามลำดับ:
• First, Second, Third, Fourth (ลำดับที่หนึ่ง, ลำดับที่สอง, ลำดับที่สาม, ลำดับที่สี่)
• Next, Then, Finally (ถัดไป, จากนั้น, ในท้ายที่สุด)
ตัวอย่าง: First, students should separate recyclable plastic bottles. Next, these bottles can be collected by the school eco-club. Finally, they are sent to a recycling facility. (ขั้นแรก นักเรียนควรแยกขวดพลาสติกที่รีไซเคิลได้ ถัดมา ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโรงเรียนสามารถเก็บรวบรวมขวดเหล่านี้ และในท้ายที่สุด ขวดเหล่านั้นก็จะถูกส่งไปยังโรงงานรีไซเคิล)
2. คำเชื่อมบอกเหตุและผล (Cause and Effect Connectives)
ใช้เพื่อแสดงว่าทำไมปัญหาจึงเกิดขึ้น หรือผลลัพธ์จากการกระทำนั้นคืออะไร:
• because + ประธาน + กริยา (อนุประโยค/Clause)
ตัวอย่าง: Air quality worsens because people burn crop waste in open fields.
• because of / due to / owing to + วลีนาม (Noun Phrase)
ตัวอย่าง: Traffic congestion occurs due to the heavy rain.
ตัวอย่าง: The river became polluted owing to chemical waste from nearby factories.
• caused by (มีสาเหตุมาจาก)
ตัวอย่าง: Many health issues among teenagers are caused by lack of sleep.
• so (คำสันธานเชื่อมสาเหตุไปยังผลลัพธ์ แปลว่า ดังนั้น/จึง)
ตัวอย่าง: Many students skip breakfast, so they feel tired during morning classes.
• so…that / such…that (แสดงระดับความมากจนกระทั่งนำไปสู่ผลลัพธ์ แปลว่า ...มากเสียจนกระทั่ง...)
ตัวอย่าง: The classroom was so noisy that the teacher could not continue the lesson.
ตัวอย่าง: It was such a serious storm that several roads were flooded.
3. คำเชื่อมแสดงความขัดแย้งและการยอมรับความจริง (Contrast and Concession Connectives)
ใช้เมื่อต้องการแสดงให้เห็นสองด้านของสถานการณ์ อุปสรรคในการแก้ปัญหา หรือการชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย:
• however (อย่างไรก็ตาม - มักตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค ,)
ตัวอย่าง: Solar power is clean and renewable. However, solar panels can be expensive to install.
• although + อนุประโยค (แม้ว่า)
ตัวอย่าง: Although public transport is cheap, it is often crowded during rush hours.
• in spite of + วลีนาม (ทั้ง ๆ ที่ / แม้ว่าจะมี)
ตัวอย่าง: In spite of the clear warning signs, some people still litter in the park.
• on the other hand (ในทางกลับกัน / ในอีกแง่หนึ่ง)
ตัวอย่าง: Private cars offer convenience. On the other hand, they create severe air pollution.
• not only…but also / both…and / as well as (การเพิ่มข้อมูลที่เสริมกัน แปลว่า ไม่เพียงแต่...เท่านั้นแต่ยัง...อีกด้วย / ทั้ง...และ... / รวมถึง)
ตัวอย่าง: Planting trees not only reduces urban heat but also improves air quality.
ตัวอย่าง: We need both strict school rules and student cooperation to solve this issue.
ประเด็นสำคัญ: อย่าลืมตรวจสอบสิ่งที่ตามหลังคำเชื่อมเสมอครับ: because ต้องตามด้วยประโยคสมบูรณ์ (ประธาน + กริยา) ในขณะที่ due to, because of และ in spite of จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลีนามเท่านั้น
ส่วนที่ 4: ไวยากรณ์สำคัญสำหรับการนำเสนอทางออกของปัญหา
ในการนำเสนอข้อเสนอแนะและวิธีแก้ปัญหา การใช้เครื่องมือทางไวยากรณ์ที่เฉพาะเจาะจงจะช่วยให้น้อง ๆ ปรับระดับน้ำเสียงได้ตั้งแต่คำแนะนำที่สุภาพไปจนถึงข้อกำหนดที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
1. กริยาช่วย (Modal Verbs) สำหรับการแนะนำและข้อผูกมัด
Modal verbs จะต้องตามด้วย bare infinitive (กริยารูปพื้นฐานที่ไม่ผันและไม่มี to ยกเว้น ought to และ have to)
• should / ought to (ควร / ควรจะ - ใช้สำหรับคำแนะนำทั่วไปและข้อเสนอแนะที่ดี):
ตัวอย่าง: Teenagers should exercise for at least 30 minutes every day.
ตัวอย่าง: We ought to save water by turning off the tap while brushing our teeth.
• need to / have to / must (จำเป็นต้อง / ต้อง - แสดงความจำเป็นอย่างยิ่งหรือข้อบังคับ):
ตัวอย่าง: The community needs to establish a clear waste disposal schedule.
ตัวอย่าง: Motorcyclists must wear helmets to prevent head injuries.
2. รูปประโยคประธานทำเอง (Active) vs. ประธานถูกกระทำ (Passive) ร่วมกับ Modals
ในงานเขียนเชิงแก้ปัญหา ตัวการกระทำหรือมาตรการนั้นมักจะสำคัญกว่าตัวบุคคลผู้ลงมือทำ การใช้ passive voice จึงช่วยให้งานเขียนดูเป็นทางการ มีความเป็นวิชาการ และเป็นกลางมากขึ้น:
• โครงสร้าง Active: Modal + กริยารูปพื้นฐาน (Base verb)
ตัวอย่าง: The government must improve public transport.
• โครงสร้าง Passive: Modal + be + กริยาช่อง 3 (V.3 / Past Participle)
ตัวอย่าง: Public transport must be improved. (ระบบขนส่งสาธารณะต้องได้รับการปรับปรุง)
ตัวอย่าง: Food waste should be reduced in school canteens. (ขยะเศษอาหารควรได้รับการลดปริมาณในโรงอาหารของโรงเรียน)
ตัวอย่าง: Old computers ought to be recycled properly. (คอมพิวเตอร์เครื่องเก่าควรได้รับการนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี)
3. ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentences / If Clauses) สำหรับการทำนายผลลัพธ์
ประโยคเงื่อนไขช่วยให้น้อง ๆ อธิบายได้ว่าจะมีผลลัพธ์เชิงบวกอะไรเกิดขึ้นตามมาหากนำทางออกนั้นไปปฏิบัติจริง:
• โครงสร้าง: If + Present Simple, Future Simple (will + base verb)
ตัวอย่าง: If students bring reusable water bottles, the amount of single-use plastic waste will decrease rapidly.
ตัวอย่าง: The school will save electricity if everyone turns off air conditioners when leaving the room.
4. การบอกขีดจำกัด: too…to และ enough to
• too + คำคุณศัพท์ (adj.) + to-infinitive (แสดงว่ามีคุณลักษณะนั้นมากเกินไปจนทำสิ่งนั้นไม่ได้):
ตัวอย่าง: The river water was too dirty to drink. (น้ำในแม่น้ำสกปรกเกินกว่าที่จะดื่มได้)
• คำคุณศัพท์ (adj.) + enough + to-infinitive (แสดงว่ามีคุณลักษณะนั้นเพียงพอที่จะทำสิ่งนั้นได้):
ตัวอย่าง: The new bins are large enough to hold all the classroom waste. (ถังขยะใบใหม่มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับขยะทั้งหมดในห้องเรียน)
ประเด็นสำคัญ: ผสมผสานการใช้กริยาช่วย (should be done) ร่วมกับประโยคเงื่อนไข (if we do this, that will happen) เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่น่าเชื่อถือและมีน้ำหนักครับ
ส่วนที่ 5: ตัวอย่างงานเขียนพร้อมคำอธิบาย (Annotated Model Texts)
ตัวอย่างที่ 1: การเขียนเชิงอธิบาย (ขั้นตอนและกระบวนการ)
หัวข้อ: How Composting Works (การทำปุ๋ยหมักทำงานอย่างไร)
[บทนำ] Composting is an effective natural process that turns organic household waste into rich fertilizer for plants and crops.
[เนื้อเรื่องย่อหน้าที่ 1 - ขั้นตอน] The process consists of three simple stages. First, organic materials such as vegetable peels, fruit skins, and dried leaves are collected. Second, these materials are layered in an outdoor container with soil and water. Next, tiny bacteria and insects break down the green waste over several weeks. Finally, the mixture turns into dark, nutrient-rich soil that can be used in home gardens.
[เนื้อเรื่องย่อหน้าที่ 2 - ประโยชน์] Composting is valuable because it reduces the volume of garbage sent to city landfills. Furthermore, chemical fertilizers are not needed because of the natural nutrients present in composted soil.
[บทสรุป] In conclusion, composting is an easy and environmentally friendly way to turn everyday food scraps into a valuable resource.
ตัวอย่างที่ 2: การเขียนเชิงแก้ปัญหา (รูปแบบแยกส่วน - Block Pattern)
หัวข้อ: Managing Exam Stress Among Upper Secondary Students (การจัดการความเครียดจากการสอบของนักเรียน ม.ปลาย)
[บทนำ] In many high schools, senior students experience severe stress and anxiety during midterm and final examination periods. If this issue is not addressed, it can harm both their physical health and academic performance.
[ปัญหาและสาเหตุ] This widespread stress is mainly caused by heavy homework loads, tight deadlines, and high expectations from family members. Because students spend late nights studying, they often do not get enough sleep. Consequently, some teenagers become so exhausted that they cannot concentrate during lessons. Although studying hard is necessary, constant worry makes learning ineffective.
[แนวทางแก้ไข] To resolve this problem, several practical measures should be introduced. First, schools ought to provide guidance sessions on time management and relaxation techniques. Second, teachers need to coordinate assignment due dates so that projects do not pile up in the same week. Finally, students themselves must maintain a healthy routine. If students sleep at least seven hours each night and take regular short breaks, their memory and concentration will improve significantly.
[บทสรุป] In summary, while exam stress is a serious problem for secondary students, it can be managed through balanced study schedules and cooperation between teachers and learners.
ประเด็นสำคัญ: สังเกตดูนะครับว่าทั้งสองตัวอย่างใช้ประโยคใจความสำคัญที่ชัดเจน มีคำบอกลำดับขั้นตอน (First, Second, Finally) การเชื่อมโยงเหตุและผล (because, caused by) และการใช้ passive voice ร่วมกับกริยาช่วย (should be introduced)
ส่วนที่ 6: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและควรหลีกเลี่ยง (Common Mistakes to Avoid)
ลองตรวจสอบเช็กลิสต์เหล่านี้เพื่อช่วยให้งานเขียนของน้อง ๆ ถูกต้อง แม่นยำ และสละสลวยขึ้นครับ:
• ข้อผิดพลาดที่ 1: สับสนการใช้ "because" กับ "because of / due to"
ไม่ถูกต้อง: Many students fail because of they do not revise.
ถูกต้อง: Many students fail because they do not revise. (ตามด้วยอนุประโยค/ประโยคสมบูรณ์)
ถูกต้อง: Many students fail due to poor preparation. (ตามด้วยกลุ่มคำนาม/วลีนาม)
• ข้อผิดพลาดที่ 2: ลืมใส่ "be" ในโครงสร้าง passive ร่วมกับ modals
ไม่ถูกต้อง: Plastic pollution must reduce immediately.
ถูกต้อง: Plastic pollution must be reduced immediately.
• ข้อผิดพลาดที่ 3: เผลอใส่ "to" ตามหลังกริยาช่วยทั่วไป
ไม่ถูกต้อง: The school should to buy more recycling bins.
ถูกต้อง: The school should buy more recycling bins. (จำไว้ว่า: ใช้กริยารูปพื้นฐานตามหลัง should, must, can ส่วน to จะใช้เฉพาะกับ ought to และ have to / need to เท่านั้น)
• ข้อผิดพลาดที่ 4: อธิบายแต่ปัญหา แต่ไม่มีแนวทางแก้ไขที่ทำได้จริง
ในบทความเชิงแก้ปัญหา ความสมดุลของเนื้อหาเป็นเรื่องสำคัญมากครับ หากงานเขียนของเรามีเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาไปแล้ว 2 ย่อหน้า ก็ต้องมั่นใจว่ามีพื้นที่ความยาวเท่า ๆ กันในการอธิบายขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหานั้นด้วย
• ข้อผิดพลาดที่ 5: พยายามใช้คำศัพท์ยากโดยไม่จำเป็น
ในระดับ CEFR B1 การเขียนประโยคที่ชัดเจน ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ โดยใช้ประโยคความรวม (compound) และประโยคความซ้อน (complex) จะดูดีและได้คะแนนมากกว่าการพยายามแต่งประโยคยาว ๆ ที่ซับซ้อนแต่ใช้คำผิดความหมายและชวนสับสนครับ
แบบประเมินตนเองและทบทวนอย่างรวดเร็ว (Checklist)
ก่อนที่จะส่งงานเขียนเชิงอธิบายหรือเชิงแก้ปัญหา ลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้นะครับ:
• เราได้แนะนำหัวข้อเรื่องหรือปัญหาอย่างชัดเจนตั้งแต่ย่อหน้าแรกแล้วหรือยัง?
• เราจัดระเบียบย่อหน้าเนื้อเรื่องอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ (เลือกใช้ Block หรือ Chain pattern อย่างชัดเจน)?
• เราใช้คำบอกลำดับขั้นตอนอย่างถูกต้องหรือไม่ (First, Next, Then, Finally)?
• เราเชื่อมโยงเหตุและผลได้อย่างถูกต้องหรือไม่ (because, due to, so…that)?
• เราเสนอทางออกที่เป็นไปได้จริงโดยใช้กริยาช่วยอย่างเหมาะสมหรือไม่ (should, ought to, must, need to)?
• เราใช้โครงสร้าง passive ถูกต้องหรือไม่ เมื่อต้องการเน้นที่การกระทำ (should be cleaned, must be solved)?
• เราได้เขียนบทสรุปสั้น ๆ ที่รวบยอดประเด็นทั้งหมดของบทความเรียบร้อยแล้วหรือยัง?