บทเรียน: การเขียนอธิบาย บรรยาย และพรรณนา
สวัสดีน้องๆ ม.ปลายทุกคนครับ! ในสาระที่ ๒ การเขียนนี้ หัวข้อที่ถือเป็น "หัวใจ" ของการสื่อสารให้เห็นภาพและเข้าใจตรงกันก็คือ การเขียนอธิบาย บรรยาย และพรรณนา นั่นเองครับ แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ละเทคนิคมีเป้าหมายและวิธีการใช้ที่ต่างกันนะ ถ้าน้องๆ รู้หลักการเหล่านี้ จะช่วยให้งานเขียนของน้องๆ มีพลังและสื่อสารได้ตรงจุดมากขึ้นแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเรียงความหรือการทำข้อสอบภาษาไทยครับ
ถ้ารู้สึกว่าแยกแยะยากในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ! เรามาค่อยๆ ดูไปพร้อมกันทีละลำดับครับ
๑. การเขียนอธิบาย (Explanation)
การอธิบาย คือการทำให้ผู้รับสารเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน มักเน้นความเป็นเหตุเป็นผลและข้อเท็จจริงครับ
กลวิธีในการอธิบายที่พบบ่อย:
- การให้นิยามหรือคำจำกัดความ: บอกว่าสิ่งนั้นคืออะไร (มักมีคำว่า คือ, หมายถึง)
- การอธิบายตามลำดับขั้นตอน: เช่น การบอกวิธีทำอาหาร หรือขั้นตอนการทดลองวิทยาศาสตร์
- การยกตัวอย่าง: เพื่อให้เห็นภาพรวมของสิ่งที่อธิบายได้ชัดขึ้น
- การเปรียบเทียบความเหมือนและความต่าง: นำสิ่งที่เข้าใจยากไปเทียบกับสิ่งที่น้องๆ คุ้นเคย
- การชี้สาเหตุและผลลัพธ์: อธิบายว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น และส่งผลอย่างไร
ตัวอย่างการเขียนอธิบาย:
"รุ้งกินน้ำ คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์ส่องผ่านละอองน้ำในอากาศ แล้วเกิดการหักเหและสะท้อนกลับหมดภายในหยดน้ำ ทำให้เราเห็นแสงแยกออกเป็น ๗ สี" (นี่เป็นการอธิบายด้วยการนิยามและชี้สาเหตุ)
๒. การเขียนบรรยาย (Narration)
การบรรยาย คือการเล่าเรื่องราว เหตุการณ์ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ว่า "ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร" โดยมุ่งเน้นไปที่ความต่อเนื่องของเหตุการณ์ครับ
ลักษณะสำคัญของการบรรยาย:
- มีตัวละคร หรือผู้กระทำ
- มีการดำเนินเรื่องตามลำดับเวลา (ก่อน-หลัง)
- ใช้ภาษาที่กระชับ ชัดเจน ไม่เน้นการเล่นคำจนเกินไป
ตัวอย่างการเขียนบรรยาย:
"เมื่อเช้านี้ สมชายรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปโรงเรียน เขาหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกจากบ้านไปรอรถเมล์ที่ป้ายหน้าปากซอย ไม่นานนักรถเมล์สาย ๘ ก็มาจอดเทียบท่า เขาจึงก้าวขึ้นรถไปอย่างรวดเร็ว"
รู้หรือไม่? งานเขียนประเภท ข่าว, ประวัติศาสตร์, บันทึกประจำวัน หรือสารคดีเชิงประวัติ มักใช้การบรรยายเป็นหลักเพื่อให้ผู้อ่านรับรู้ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงครับ
๓. การเขียนพรรณนา (Description)
การพรรณนา คือการให้รายละเอียดของภาพ เหตุการณ์ หรือความรู้สึกอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อมุ่งให้ผู้อ่านเกิด "มโนภาพ" (Mental Image) และเกิดอารมณ์ความรู้สึกคล้อยตามครับ
เทคนิคการเขียนพรรณนา:
- ใช้คำที่แสดงรูปรสกลิ่นเสียง: เพื่อกระตุ้นสัมผัสทั้ง ๕
- การเลือกใช้คำวิเศษณ์: คำที่ช่วยขยายภาพให้ชัดขึ้น (เช่น แดงฉาน, เงียบสงัด, หอมกรุ่น)
- การใช้ภาพพจน์ (Figures of Speech): เช่น การอุปมา (เปรียบเหมือน) หรืออุปลักษณ์ (เปรียบเป็น)
ตัวอย่างการเขียนพรรณนา:
"ดวงตะวันสีแดงกลมโตค่อยๆ เคลื่อนคล้อยลับขอบฟ้า ทอแสงสีทองระยิบระยับจับบนผิวน้ำที่กระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ ลมเย็นฉ่ำพัดพาเอาลิ่นอายทะเลโชยมาแตะจมูกชวนให้รู้สึกสดชื่น" (สังเกตว่าเราแทบไม่ได้เดินเรื่องไปไหนเลย แต่เรากำลัง 'ซูม' ให้เห็นรายละเอียดครับ)
๔. ตารางเปรียบเทียบความแตกต่าง
เพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดเจนยิ่งขึ้น ลองดูเปรียบเทียบในประเด็นเดียวกันนะครับ:
| ประเภท | วัตถุประสงค์หลัก | จุดเน้น |
|---|---|---|
| อธิบาย | ให้ความรู้/ความเข้าใจ | ข้อมูล, ขั้นตอน, เหตุผล |
| บรรยาย | บอกเล่าเรื่องราว | ลำดับเหตุการณ์ (ใคร ทำอะไร) |
| พรรณนา | สร้างมโนภาพ/อารมณ์ | รายละเอียด, ภาพพจน์, สัมผัส |
ข้อสังเกตเพิ่มเติม: ในงานเขียนจริงๆ เช่น นวนิยายหรือวรรณคดีที่น้องๆ เรียน (อย่าง อิเหนา หรือ มหาเวสสันดรชาดก) ผู้แต่งมักจะใช้การเขียนทั้ง ๓ แบบร่วมกันครับ เช่น บรรยายว่าตัวละครเดินทางไปไหน แล้วจึงพรรณนาชมความงามของป่าระหว่างทาง และอาจมีการอธิบายลักษณะของพันธุ์ไม้แทรกอยู่ด้วยนั่นเอง
สรุปส่งท้ายสำหรับชาว ม.ปลาย
การแยกแยะโวหารเหล่านี้ได้ จะช่วยให้น้องๆ วิเคราะห์ "กลวิธีในการเขียน" ในข้อสอบได้แม่นยำขึ้นครับ หากโจทย์ถามว่าข้อใดใช้การบรรยาย ให้มองหา การกระทำ; หากโจทย์ถามถึงพรรณนา ให้มองหา คำที่สื่อภาพและอารมณ์; และถ้าโจทย์ถามถึงการอธิบาย ให้มองหา นิยามหรือขั้นตอน ครับ
สู้ๆ นะครับน้องๆ เรื่องการเขียนไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่เราเข้าใจ "จุดประสงค์" ของมันเท่านั้นเอง!
บทเรียนถัดไปที่เกี่ยวข้อง: การเขียนเรียงความ และการเขียนสารคดี (ซึ่งจะมีการนำโวหารเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในระดับที่สูงขึ้นครับ)