ยินดีต้อนรับสู่แง่มุมความเป็นมนุษย์ในการจัดทำงบประมาณ!
สวัสดีจ้ะ! ตลอดเส้นทางการเรียนบัญชีเพื่อการจัดการ (MA) ของคุณที่ผ่านมา คุณอาจจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการมองว่างบประมาณเป็นเพียงแค่ตารางตัวเลขและสูตรคำนวณ แต่มีความลับอย่างหนึ่งจะบอก: งบประมาณนั้นแท้จริงแล้วคือเรื่องของ "คน"
ในบทนี้ เราจะมาสำรวจกันว่าตัวเลขงบประมาณมีผลต่อพฤติกรรมของคนอย่างไร ทำไมผู้จัดการบางคนถึงตั้งใจทำงานหนักขึ้นเมื่อได้รับเป้าหมาย ในขณะที่บางคนกลับถอดใจ? ทำไมบางคนถึงอาจจะ "เล่นตึก" หรือบิดเบือนตัวเลข? การเข้าใจ แง่มุมทางพฤติกรรมในการจัดทำงบประมาณ (Behavioral aspects of budgeting) นั้นสำคัญมาก เพราะงบประมาณที่สมบูรณ์แบบบนกระดาษจะไม่มีประโยชน์เลย หากคนที่เกี่ยวข้องไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติตาม มาเริ่มกันเลยดีกว่า!
1. แรงจูงใจและความสอดคล้องของเป้าหมาย (Goal Congruence)
เหตุผลหลักที่เราต้องจัดทำงบประมาณ (นอกเหนือไปจากการวางแผน) คือเพื่อ สร้างแรงจูงใจ ให้กับพนักงาน แต่เพื่อให้งบประมาณใช้งานได้จริง เราจำเป็นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ความสอดคล้องของเป้าหมาย (Goal Congruence)
Goal Congruence จะเกิดขึ้นเมื่อเป้าหมายส่วนตัวของผู้จัดการสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรอย่างสมบูรณ์ ลองจินตนาการถึงการพายเรือ: ถ้าทุกคนพายไปในทิศทางเดียวกัน เรือก็จะพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าทุกคนพายคนละทิศละทาง เรือก็จะอยู่ที่เดิม!
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ (Dysfunctional Behavior) เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม คือสถานการณ์ที่ผู้จัดการตัดสินใจทำบางอย่างที่ส่งผลดีต่อตนเอง (หรือต่อแผนกของตน) แต่กลับส่งผลเสียต่อบริษัทโดยรวม เช่น ผู้จัดการอาจปฏิเสธที่จะซ่อมเครื่องจักรเพื่อรักษา "งบบำรุงรักษา" ให้อยู่ในกรอบ ทั้งที่จริงๆ แล้วเครื่องอาจจะพังหนักในภายหลังและทำให้บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล
ทบทวนสั้นๆ:
• Goal Congruence: เป้าหมายของผู้จัดการ = เป้าหมายของบริษัท
• Dysfunctional Behavior: การกระทำของผู้จัดการ = ผลเสียต่อบริษัท
2. ใครเป็นคนตั้งงบประมาณ? (รูปแบบการมีส่วนร่วม)
มีสองวิธีหลักในการตัดสินใจเลือกตัวเลขงบประมาณ การที่ใครได้มีสิทธิ์พูดนั้นสร้างความแตกต่างอย่างมากต่อระดับแรงจูงใจ!
ก. การจัดทำงบประมาณจากบนลงล่าง (Top-Down Budgeting)
วิธีนี้คือการที่ผู้บริหารระดับสูงกำหนดงบประมาณขึ้นมาแล้วบอกผู้จัดการระดับล่างว่า: "นี่คือเป้าหมายของคุณ จัดการให้ได้ตามนี้ซะ"
ข้อดี: รวดเร็วมากและรับประกันได้ว่าเป้าหมายเชิงกลยุทธ์โดยรวมของบริษัทจะถูกขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
ข้อเสีย: อาจให้ความรู้สึกเหมือน "เผด็จการ" ผู้จัดการระดับล่างอาจรู้สึกขาดแรงจูงใจเพราะความรู้หน้างานของพวกเขาถูกมองข้าม พวกเขาอาจรู้สึกว่าเป้าหมายนั้นเป็นไปไม่ได้และถอดใจไปเลย
ข. การจัดทำงบประมาณจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up Budgeting)
วิธีนี้คือการที่คนที่ต้องทำงานจริง (ผู้รับผิดชอบงบประมาณ) มีส่วนร่วมในการตัดสินใจกำหนดเป้าหมายงบประมาณ
ข้อดี: ผู้จัดการจะรู้สึกถึง "ความเป็นเจ้าของ" ในงบประมาณนั้นๆ พวกเขามีแนวโน้มที่จะทำงานหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตนมีส่วนร่วมกำหนด และพวกเขายังมีความรู้ความเข้าใจสถานการณ์จริงในพื้นที่ที่ผู้บริหารระดับสูงอาจไม่ทราบ
ข้อเสีย: ใช้เวลานาน นอกจากนี้ ผู้จัดการอาจพยายามทำให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยการตั้งเป้าหมายที่ง่ายเกินไป (ดูเรื่อง "งบประมาณเผื่อเหลือเผื่อขาด" ด้านล่างนี้)
ถ้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ยากในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ! แค่จำไว้ว่า: โดยทั่วไปคนเรามักจะทุ่มเททำงานหนักเพื่อเป้าหมายที่ตนเองมีส่วนร่วมสร้างขึ้นมามากกว่า
หัวใจสำคัญ:
แม้ว่า งบประมาณแบบมีส่วนร่วม มักจะสร้างแรงจูงใจได้ดีกว่า แต่มันก็ใช้เวลานานกว่าและอาจนำไปสู่เป้าหมายที่ "ปลอดภัย" เกินไปแทนที่จะเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย
3. งบประมาณเผื่อเหลือเผื่อขาด (Budgetary Slack - ปัญหาการ "ปั้นตัวเลข")
คุณเคยบอกเพื่อนไหมว่าจะไปถึงใน 20 นาที ทั้งที่จริงๆ คุณรู้ว่าใช้เวลาแค่ 10 นาที เพียงเพื่อไม่ให้ดูเหมือนไปสาย? นั่นแหละคือ Budgetary Slack
ในทางธุรกิจ Budgetary Slack (หรือการ "ปั้นตัวเลข" หรือ "งบเผื่อ") คือการที่ผู้จัดการ:
1. ประมาณการค่าใช้จ่ายสูงเกินจริง
2. ประมาณการรายได้คาดหวังต่ำเกินจริง
ทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้น? ก็เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ถ้าพวกเขาทำผลงานได้เกินงบที่ตั้งไว้ได้ง่ายๆ พวกเขาก็จะดูเป็นฮีโร่และอาจได้รับโบนัสก้อนโตขึ้น
ทำไมถึงเป็นเรื่องไม่ดี? เพราะมันนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ บริษัทอาจเข้าใจผิดว่าแผนกนั้นต้องการเงินมากกว่าที่จำเป็นจริงๆ ทำให้เสียเงินก้อนที่น่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ในส่วนอื่นได้มากกว่า
4. การกำหนดระดับความยากที่เหมาะสม
เป้าหมายงบประมาณควรยากแค่ไหน? ลองนึกภาพเหมือนไม้กั้นกระโดดสูง:
• มาตรฐานในอุดมการณ์ (Ideal Standard - สูงเกินไป): ถ้าตั้งไม้ไว้สูง 10 ฟุต คงไม่มีใครอยากลองกระโดดหรอก พวกเขาคงเดินหนีไปเลย วิธีนี้ทำลายแรงจูงใจเพราะความล้มเหลวแทบจะถูกกำหนดไว้แล้ว
• มาตรฐานพื้นฐาน (Basic Standard - ต่ำเกินไป): ถ้าวางไม้ไว้ที่พื้น ทุกคนก็ก้าวข้ามไปได้โดยไม่ต้องพยายามอะไรเลย ไม่มีใครเก่งขึ้น วิธีนี้ทำลายแรงจูงใจเพราะไม่มีความท้าทาย
• มาตรฐานที่บรรลุผลได้ (Attainable Standard - พอดี): ไม้ถูกตั้งไว้สูงพอที่จะเป็นความท้าทาย แต่ก็ไม่สูงเกินไปจนเกินความสามารถ ถ้าตั้งใจทำก็สามารถผ่านไปได้ นี่คือระดับที่สร้างแรงจูงใจได้ดีที่สุด!
เคล็ดลับการจำ: กฎ "โกลดิล็อกส์" (Goldilocks Rule)
เป้าหมายไม่ควรยากเกินไปหรือง่ายเกินไป แต่ควรจะ "พอดี" (ท้าทายแต่ทำได้จริง) เพื่อรักษาแรงจูงใจของผู้คนเอาไว้
5. หลักความสามารถในการควบคุม (Controllability Principle)
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นผู้จัดการร้านกาแฟเล็กๆ แล้วเจ้านายมาโกรธใส่คุณเพราะราคาค่าไฟฟ้าของประเทศพุ่งสูงขึ้นจนทำให้กำไรของร้านลดลง แบบนี้ยุติธรรมไหม?
หลักความสามารถในการควบคุม (Controllability Principle) ระบุว่า ผู้จัดการควรถูกประเมินผลเฉพาะจากค่าใช้จ่ายและรายได้ที่พวกเขาสามารถ มีอิทธิพลหรือควบคุมได้จริงๆ เท่านั้น
หากผู้จัดการไม่มีอำนาจควบคุมต้นทุนนั้น (เช่น ราคาน้ำมันโลกหรือค่าเช่าที่สำนักงานใหญ่กำหนด) พวกเขาก็ไม่ควรถูกตำหนิเมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านั้นเกินงบ หากคุณลงโทษผู้คนในสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ พวกเขาจะรู้สึกคับแค้นใจและขาดแรงจูงใจในการทำงาน
6. บทสรุปและเคล็ดลับส่งท้าย
สรุปสั้นๆ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องจำไว้เพื่อใช้ในการสอบ:
• Goal Congruence คือ "จอกศักดิ์สิทธิ์" ของการจัดทำงบประมาณ—คือการที่ทุกคนต้องการสิ่งเดียวกัน
• การมีส่วนร่วม เพิ่ม "การยอมรับในเป้าหมาย" แต่ก็อาจนำไปสู่ Budgetary Slack (การปั้นตัวเลข) ได้
• เป้าหมายที่บรรลุผลได้จริง สร้างแรงจูงใจได้ดีกว่าเป้าหมายแบบ "ในอุดมคติ" (ที่สมบูรณ์แบบแต่ยากเกินไป)
• ความสามารถในการควบคุม หมายถึงการรับผิดชอบเฉพาะสิ่งที่คนคนนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้เท่านั้น
ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยง: อย่าด่วนสรุปว่าการทำงบประมาณแบบ "บนลงล่าง" (Top-Down) จะแย่เสมอไป ในช่วงวิกฤต (เช่น เกิดวิกฤตการเงินกะทันหัน) บริษัทอาจจำเป็นต้องมีงบประมาณที่กำหนดจากบนลงล่างอย่างรวดเร็วเพื่อให้บริษัทอยู่รอด!
คุณทำได้อยู่แล้ว! การจัดทำงบประมาณไม่ใช่แค่เรื่องของการบริหารจัดการตัวเลข แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ "คน" ไปพร้อมๆ กันจ้ะ