บทนำสู่เทคโนโลยีการเริ่มต้นความสัมพันธ์กับลูกค้า (Onboarding Technologies)

ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนนี้ครับ! ในงานด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน (Financial Crime Compliance) ขั้นตอนการเริ่มต้นความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Onboarding) ถือเป็นปราการด่านแรกของคุณเลยทีเดียว เพราะหากผู้กระทำความผิดไม่สามารถเปิดบัญชีหรือก้าวเข้าสู่ระบบการเงินได้ตั้งแต่แรก พวกเขาก็จะไม่สามารถใช้สถาบันการเงินของคุณเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน สนับสนุนทางการเงินแก่การกระทำผิด หรือก่อการฉ้อโกงได้

ในบทนี้ เราจะมาเจาะลึกเครื่องมือสำคัญที่ออกสอบใน โดเมน D: เครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงิน (Tools and Technologies to Fight Financial Crime) โดยเราจะศึกษาหัวข้อเหล่านี้อย่างละเอียดครับ:

• การเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางดิจิทัลและกระบวนการทำความรู้จักลูกค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Onboarding and Electronic Know Your Customer: e-KYC)
• กรอบการทำงานด้านอัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identity Frameworks)
• เทคโนโลยีชีวมิติ การจดจำใบหน้า และการตรวจสอบการมีชีวิตจริง (Biometrics, Facial Recognition, and Liveness Checks)
• เทคโนโลยีการระบุพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (Geolocation Technologies)
• แหล่งข้อมูลภายนอกที่ใช้ในการพิสูจน์ยืนยันและคัดกรองระหว่างการ Onboarding
• การสร้างสมดุลระหว่างอุปสรรคในขั้นตอน (Friction) และประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า (Customer Experience)

หมายเหตุ: การควบคุมทางเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การคัดกรองแบบกลุ่มอย่างต่อเนื่อง (Ongoing Batch Screening) การตรวจติดตามการทำธุรกรรม (Transaction Monitoring) และกรอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะมีอธิบายอย่างละเอียดในบทเรียนถัดไปของส่วนนี้นะครับ

1. การเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางดิจิทัลและ e-KYC (Digital Onboarding and Electronic KYC)

ในอดีต การเปิดบัญชีหรือ Onboarding ลูกค้าจำเป็นต้องเดินทางมาที่สาขาพร้อมเอกสารกระดาษ เช่น หนังสือเดินทางและใบแจ้งหนี้ค่าสาธารณูปโภค แต่ในปัจจุบัน สถาบันการเงินหันมาพึ่งพา Digital Onboarding และ e-KYC กันมากขึ้นเรื่อยๆ

e-KYC คืออะไร?

e-KYC คือ การพิสูจน์ยืนยันตัวตนของลูกค้าจากระยะไกลโดยไม่ใช้กระดาษ ผ่านกลไกทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยจัดเก็บ ดึงข้อมูล และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลลูกค้าเทียบกับแหล่งข้อมูลดิจิทัลที่น่าเชื่อถือได้โดยอัตโนมัติ

ถ้ารู้สึกว่าการเปลี่ยนผ่านจากกระดาษสู่ระบบดิจิทัลดูซับซ้อนในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะครับ! ลองจินตนาการเปรียบเทียบ e-KYC เหมือนช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (e-Passport Gate) ในสนามบิน เมื่อเทียบกับการตรวจโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร ทั้งสองแบบมีเป้าหมายด้านกฎเกณฑ์เดียวกันทุกประการ (คือการพิสูจน์ตัวตนและประเมินความเสี่ยง) เพียงแต่ช่องตรวจอัตโนมัติใช้เครื่องอ่านข้อมูลที่ปลอดภัยและการตรวจสอบทางดิจิทัล ทำให้สามารถยืนยันตัวตนได้อย่างรวดเร็วและทำจากระยะไกลได้นั่นเอง

องค์ประกอบสำคัญของ Digital Onboarding

กระบวนการทำงานของ Digital Onboarding โดยทั่วไปจะประกอบด้วยขั้นตอนตามลำดับดังนี้ครับ:

1. การบันทึกข้อมูล (Data Capture): ลูกค้ากรอกข้อมูลพื้นฐาน (ชื่อ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัว) ลงในแอปพลิเคชันหรือพอร์ทัล
2. การจัดเก็บภาพเอกสาร (Document Acquisition): ลูกค้าอัปโหลดภาพถ่ายดิจิทัลหรือสแกนเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้
3. การตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร (Document Validation): เครื่องมืออัตโนมัติตรวจสอบคุณลักษณะด้านความปลอดภัย (ลายน้ำ โฮโลแกรม แถบที่เครื่องอ่านได้ หรือ MRZ) เพื่อตรวจจับเอกสารที่มีการดัดแปลง หมดอายุ หรือปลอมแปลง
4. การจับคู่อัตลักษณ์ (Identity Matching): ข้อมูลตัวตนที่ลูกค้าแจ้งไว้จะถูกนำไปตรวจสอบข้ามกับฐานข้อมูลอ้างอิงภายนอกที่เชื่อถือได้
5. การคัดกรองความเสี่ยง (Risk Screening): ดำเนินการคัดกรองกับรายชื่อเฝ้าระวัง (Watchlists) บัญชีรายชื่อผู้ถูกคว่ำบาตร (Sanctions Lists) และข่าวสารเชิงลบ (Adverse Media) ก่อนที่กระบวนการ Onboarding จะเสร็จสมบูรณ์

ทบทวนสั้นๆ: e-KYC ไม่ใช่การลดหย่อนมาตรฐานการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) แต่อย่างใด แต่เป็นช่องทางการส่งมอบงานทางเทคโนโลยีที่ช่วยบรรลุพันธะหน้าที่ตามมาตรฐาน CDD จากระยะไกลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ครับ

2. อัตลักษณ์ดิจิทัล ชีวมิติ และมาตรการควบคุมเพื่อการพิสูจน์ยืนยัน (Digital Identity, Biometrics, and Verification Controls)

ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านอาชญากรรมทางการเงิน (AFC) จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ผู้ใช้งานที่อยู่ระยะไกลคือบุคคลคนเดียวกับที่ปรากฏบนเอกสารประจำตัวจริงๆ? คำตอบคือต้องอาศัยระบบอัตลักษณ์ดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ซึ่งผสานการควบคุมการพิสูจน์ยืนยันทางเทคนิคหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกันครับ

อัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identity)

อัตลักษณ์ดิจิทัล คือ ชุดของข้อมูลคุณลักษณะและข้อมูลรับรองดิจิทัลที่ผ่านการพิสูจน์ยืนยันแล้ว ซึ่งบ่งบอกความเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลบนโลกออนไลน์ได้อย่างจำเพาะเจาะจง ในสภาพแวดล้อมดิจิทัล การยืนยันตัวตนจะขึ้นอยู่กับคำถามหลัก 3 ข้อ:

• อัตลักษณ์นี้มีอยู่จริงหรือไม่? (มีตัวตนในระบบทะเบียนที่ถูกต้อง)
• ผู้สมัครเป็นเจ้าของอัตลักษณ์นั้นจริงๆ หรือไม่? (ผู้สมัครไม่ใช่ผู้แอบอ้าง)
• ผู้สมัครอยู่หน้าจอในระหว่างการสมัครจริงหรือไม่? (กระบวนการนี้ไม่ได้ทำโดยบอทหรือการเปิดสื่อที่บันทึกไว้ล่วงหน้า)

ชีวมิติและการจดจำใบหน้า (Biometrics and Facial Recognition)

ชีวมิติ (Biometrics) หมายถึง การตรวจวัดและวิเคราะห์ลักษณะทางชีววิทยาที่เป็นเอกลักษณ์โดยอัตโนมัติ ในการ Onboarding ทางดิจิทัล เครื่องมือชีวมิติที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การจดจำใบหน้า (Facial Recognition)

• หลักการทำงาน: เทคโนโลยีจะจับภาพถ่ายหรือภาพเซลฟี่ของผู้สมัคร จากนั้นจึงวัดโครงสร้างเรขาคณิตของใบหน้า (เช่น ระยะห่างระหว่างดวงตา สันจมูก แนวกราม)
• การจับคู่แบบ 1:1 (The 1:1 Match): ซอฟต์แวร์จะเปรียบเทียบโครงสร้างใบหน้าสดกับรูปถ่ายที่ดึงมาจากบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารราชการที่ผ่านการตรวจสอบ เพื่อดูว่าตรงกันหรือไม่

การตรวจสอบการมีชีวิตจริง (Liveness Checks)

เพียงแค่ใบหน้าตรงกันนั้นยังไม่เพียงพอครับ เพราะมิจฉาชีพอาจนำรูปถ่ายที่ขโมยมาถือโชว์หน้ากล้อง หรือเปิดวิดีโอที่มีการตัดต่อได้ เพื่อป้องกันจุดนี้ ระบบจึงต้องนำ Liveness Checks เข้ามาใช้งาน

• วัตถุประสงค์: Liveness check ทำหน้าที่พิสูจน์ว่าข้อมูลชีวมิติที่ส่งเข้ามานั้นมาจากมนุษย์ที่มีชีวิตและอยู่ตรงนั้นจริงๆ ในขณะนั้น ไม่ใช่การใช้ภาพหรือสิ่งจำลองมาหลอกระบบ (Spoofing)
• กลไกการทำงาน: การตรวจสอบมีทั้งแบบ Active (ขอให้ลูกค้าทำท่าทางสุ่ม เช่น กะพริบตา พยักหน้า หรืออ่านตัวเลขออกเสียง) หรือแบบ Passive (ใช้การวิเคราะห์จากเซนเซอร์ ตรวจจับความลึกของมิติภาพ และพื้นผิวเนื้อสัมผัส โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องทำท่าทางใดๆ เพิ่มเติม)

การระบุพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (Geolocation)

เทคโนโลยี Geolocation ใช้ระบุตำแหน่งที่ตั้งทางกายภาพของอุปกรณ์ที่ใช้ในระหว่างขั้นตอน Onboarding โดยทำงานผ่านการตรวจจับที่อยู่ IP (IP Address) ข้อมูลพิกัด GPS หรือการระบุพิกัดสามเหลี่ยมจากเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือ

• ความสำคัญต่องาน AFC: Geolocation ช่วยตรวจจับความผิดปกติ เช่น หากผู้สมัครอ้างว่าอาศัยอยู่ในประเทศ แต่การเชื่อมต่อมาจาก IP Address ในประเทศที่ถูกคว่ำบาตรหรือพื้นที่ขัดแย้งที่มีความเสี่ยงสูง สถาบันการเงินสามารถระงับใบสมัครไว้ชั่วคราวเพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น (Enhanced Due Diligence: EDD) หรือส่งสัญญาณเตือนว่าอาจเป็นการฉ้อโกงได้ทันที

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ: การพิสูจน์ยืนยันอัตลักษณ์ดิจิทัลต้องอาศัยการผสมผสานระหว่าง ความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร, การจับคู่ใบหน้าทางชีวมิติ, การตรวจสอบการมีชีวิตจริง และข้อมูลสภาพแวดล้อม เช่น ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ว่าผู้สมัครมีตัวตนจริง อยู่ตรงนั้นจริง และให้ข้อมูลที่เป็นความจริง

3. แหล่งข้อมูลภายนอกสำหรับการ Onboarding (Onboarding External Data Sources)

เราไม่สามารถปักใจเชื่อข้อมูลที่ลูกค้าแจ้งฝ่ายเดียวได้ครับ ภายใต้โปรแกรมการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ AFC ที่รัดกุม สถาบันการเงินต้องนำข้อมูลที่ลูกค้ากล่าวอ้างไปตรวจสอบยืนยันกับแหล่งข้อมูลภายนอกที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้ในระหว่างขั้นตอน Onboarding

แหล่งข้อมูลภายนอกหลักที่ใช้ในการ Onboarding:

• การตรวจสอบอัตลักษณ์กับฐานข้อมูลภาครัฐ (Government Identity Checks): การสืบค้นฐานข้อมูลทางการของประเทศ ทะเบียนราษฎร หรือระบบใบอนุญาตขับขี่ เพื่อยืนยันว่าเลขประจำตัวและรายละเอียดในเอกสารมีอยู่จริงและตรงกับบันทึกของทางราชการ
• บริษัทข้อมูลเครดิต (Credit Reference Agencies): การเข้าถึงระบบเครดิตบูโรเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวมีประวัติการทำธุรกรรมทางการเงินจริง มีประวัติที่อยู่อาศัยที่ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบบันทึกที่อยู่ได้
• ทะเบียนผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial-Ownership Registers): สำหรับลูกค้านิติบุคคล (บริษัท ห้างหุ้นส่วน) ทีมงานกำกับดูแลจะตรวจสอบทะเบียนผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ทั้งที่เป็นของภาครัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อระบุตัวบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของหรือมีอำนาจควบคุมนิติบุคคลในชั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นการเจาะทะลุโครงสร้างทางกฎหมายที่ซับซ้อน
• ประวัติอาชญากรรม (Criminal Records): การตรวจสอบว่าผู้สมัครมีหมายจับที่ยังมีผลบังคับใช้ หรือมีประวัติการต้องโทษคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านอาชญากรรมทางการเงินหรือไม่ (เฉพาะในกรณีที่มีสิทธิตามกฎหมายและได้รับอนุญาตภายใต้กฎหมายที่บังคับใช้)
• ข่าวสารเชิงลบ (Adverse Media): การตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข้อมูลเปิด (Open-source) และรายงานเชิงสืบสวน เพื่อค้นหาข้อกล่าวหาหรือหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าที่ลูกค้ากับอาชญากรรมทางการเงิน การฉ้อโกง การทุจริต หรือความผิดมูลฐานอื่นๆ ก่อนที่จะเริ่มสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

ตารางสรุปแหล่งข้อมูลภายนอก

Government Identity Checks: ตรวจสอบสถานะความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารและเลขประจำตัว
Credit Reference Agencies: ตรวจสอบประวัติที่อยู่ทางกายภาพและประวัติทางการเงินส่วนบุคคล
Beneficial-Ownership Registers: ระบุตัวบุคคลธรรมดาที่มีอำนาจควบคุมขั้นสุดท้ายเหนือนิติบุคคล
Criminal Records: ระบุการต้องโทษหรือการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน
Adverse Media: ค้นหารายงานเชิงลบในที่สาธารณะและปัจจัยเสี่ยงด้านชื่อเสียง

เทคนิคช่วยจำ (Memory Aid: "G-B-A-C-C"):
จำแหล่งข้อมูลนำเข้าในการ Onboarding ง่ายๆ ด้วยอักษรย่อ G-BACC ครับ:
G - Government ID checks (ตรวจบัตรกับภาครัฐ)
B - Beneficial-ownership registers (ทะเบียนผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง)
A - Adverse media (ข่าวสารเชิงลบ)
C - Credit reference agencies (ข้อมูลเครดิตบูโร)
C - Criminal records (ประวัติอาชญากรรม)

4. การสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์ของลูกค้าและอุปสรรคที่เหมาะสม (Balancing Customer Experience and Appropriate Friction)

แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้าน Compliance จะมุ่งเน้นไปที่การสกัดกั้นผู้กระทำผิด แต่สถาบันการเงินก็ยังมีเป้าหมายเชิงพาณิชย์ด้วยเช่นกัน ลูกค้าย่อมคาดหวังประสบการณ์ที่รวดเร็วและราบรื่นไร้รอยต่อ อย่างไรก็ตาม การไม่มี "จุดสะดุด" หรืออุปสรรคเลย (Zero Friction) ในบริการทางการเงิน ถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่งครับ

แนวคิดเรื่อง "อุปสรรคที่เหมาะสม" (Appropriate Friction)

Friction (อุปสรรค/แรงเสียดทาน) หมายถึง ขั้นตอน ความล่าช้า หรือสิ่งขวางกั้นที่ลูกค้าต้องเผชิญระหว่างทำกระบวนการให้เสร็จสิ้น (เช่น การอัปโหลดเอกสาร การถ่ายภาพเซลฟี่แบบสด การรอผลตรวจยืนยัน หรือการตอบคำถามความปลอดภัยเพิ่มเติม)

• Friction น้อยเกินไป: การ Onboarding จะรวดเร็วและไร้รอยต่อมาก แต่ก็เหมือนเปิดประตูทิ้งไว้ให้อัตลักษณ์สังเคราะห์ (Synthetic Identities) การขโมยข้อมูลตัวตน การฉ้อโกง และผู้กระทำผิดเล็ดลอดผ่านระบบควบคุมที่หละหลวมเข้ามาได้
• Friction มากเกินไป: ขั้นตอน Onboarding จะยืดเยื้อ น่าเบื่อ ซับซ้อน และสร้างความหงุดหงิด จนทำให้ลูกค้าชั้นดีที่ต้องการใช้บริการจริงๆ ล้มเลิกการสมัครไปกลางคัน
• Friction ที่เหมาะสม (Appropriate Friction): การกำหนดจุดตรวจสอบโดยเจตนาให้ได้สัดส่วนกับระดับความเสี่ยง สำหรับลูกค้าความเสี่ยงต่ำ กระบวนการตรวจสอบอาจทำได้อัตโนมัติภายในไม่กี่วินาที แต่สำหรับลูกค้าความเสี่ยงสูง ลูกค้าที่มีรูปแบบพฤติกรรมผิดปกติ หรือเชื่อมต่อมาจาก IP ที่น่าสงสัย ระบบจะเพิ่ม Smart Friction ทันที เช่น บังคับให้ตรวจสอบชีวมิติเพิ่มเติม ขอเอกสารแสดงแหล่งที่มาของความมั่งคั่งเพิ่ม หรือส่งต่อเรื่องให้เจ้าหน้าที่ Compliance พิจารณาตรวจสอบ

ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ต้องระวังในข้อสอบ: อย่าด่วนสรุปว่าเป้าหมายหลักของเทคโนโลยี AFC คือการกำจัดขั้นตอนที่ยุ่งยากของลูกค้าออกไปให้หมดนะครับ เป้าหมายที่ถูกต้องคือ การมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าควบคู่ไปกับ ระดับของ Friction ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความเสี่ยง เพื่อปกป้องสถาบันการเงินให้ปลอดภัยครับ

คำถามทบทวนประจำบท

มาทดสอบความเข้าใจด้วยสถานการณ์จำลองเหล่านี้กันครับ:

สถานการณ์ที่ 1: ผู้สมัครทางออนไลน์ส่งภาพสแกนหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ ระบบถ่ายภาพใบหน้าของผู้สมัครและจับคู่ตรงกับหนังสือเดินทาง แต่ฝ่าย Compliance กลับระงับกระบวนการ Onboarding เนื่องจากกล้องของผู้สมัครจับภาพได้ว่าเป็นภาพถ่ายความละเอียดสูงที่พิมพ์ลงบนกระดาษการ์ดแบบนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว การควบคุมใดเป็นผู้ตรวจพบปัญหานี้?
คำตอบ: การตรวจสอบการมีชีวิตจริง (Liveness check) เพราะ Liveness check มีหน้าที่ยืนยันว่าลักษณะทางชีววิทยานั้นเป็นของมนุษย์ที่อยู่ตรงนั้นจริงๆ ไม่ใช่ภาพถ่ายนิ่งหรือการสร้างภาพหลอก

สถานการณ์ที่ 2: สถาบันการเงินแห่งหนึ่งกำลัง Onboarding ลูกค้าที่เป็นลูกค้านิติบุคคลพาณิชย์ แหล่งข้อมูลภายนอกใดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเปิดเผยตัวตนบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของหรือมีอำนาจควบคุมนิติบุคคลตั้งแต่ 25% ขึ้นไป?
คำตอบ: ทะเบียนผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial-ownership registers)

สถานการณ์ที่ 3: ผู้สมัครอ้างว่าอาศัยและทำงานอยู่ในเมืองภายในประเทศ แต่ซอฟต์แวร์ Onboarding ตรวจพบว่า IP Address มาจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร และไม่มีสัญญาณการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในประเทศเลย เทคโนโลยีการ Onboarding ใดที่ตรวจพบปัจจัยเสี่ยงนี้?
คำตอบ: การระบุพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (Geolocation)

สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

• e-KYC & Digital Onboarding ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถจัดเก็บ ตรวจสอบความถูกต้อง และพิสูจน์ยืนยันตัวตนของลูกค้าได้จากระยะไกลโดยไม่ต้องใช้เอกสารกระดาษ
• กรอบการทำงานด้าน อัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identity) ช่วยยืนยันว่าข้อมูลรับรองมีอยู่จริงในโลกแห่งความเป็นจริง และผู้สมัครเป็นเจ้าของข้อมูลนั้นอย่างแท้จริง
• ชีวมิติหรือการจดจำใบหน้า (Biometrics / Facial Recognition) ทำหน้าที่จับคู่ผู้ใช้งานจริงเข้ากับเอกสารประจำตัว ในขณะที่ การตรวจสอบการมีชีวิตจริง (Liveness Checks) ช่วยยืนยันว่าผู้สมัครอยู่หน้าจอจริงและไม่ใช่สิ่งจำลองที่ไร้ชีวิต
• การตรวจสอบ พิกัดทางภูมิศาสตร์ (Geolocation) ช่วยยืนยันตำแหน่งทางกายภาพของจุดเชื่อมต่อของผู้สมัคร พร้อมแจ้งเตือนหากมาจากเขตอำนาจศาลที่มีความเสี่ยงสูงหรือถูกคว่ำบาตร
• แหล่งข้อมูลภายนอก (ทะเบียนภาครัฐ, บริษัทข้อมูลเครดิต, ทะเบียนผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง, ประวัติอาชญากรรม, ข่าวสารเชิงลบ) ช่วยยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ลูกค้าแจ้ง
• มาตรการควบคุมต้องสร้างสมดุลระหว่าง ประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า (Customer Experience) และ ระดับอุปสรรคที่เหมาะสม (Appropriate Friction) โดยยึดหลักเกณฑ์ความเสี่ยงเป็นเกณฑ์ (Risk-Based Approach)