ยินดีต้อนรับสู่การออกตราสารหนี้และการซื้อขายตราสารหนี้!

จากการเรียนรู้ก่อนหน้านี้ เราได้ทำความเข้าใจแล้วว่าตราสารหนี้คืออะไรและราคาของมันมีการเคลื่อนไหวอย่างไร ในตอนนี้เราจะมาดู "วงจรชีวิต" ของตราสารหนี้กัน ตั้งแต่ช่วงที่มัน "เกิด" (การออกตราสารหนี้) ไปจนถึงช่วงที่มัน "ใช้ชีวิต" อยู่ในตลาด (การซื้อขาย) ให้ลองคิดว่านี่คือการทัวร์เบื้องหลังตลาดตราสารหนี้ครับ

ไม่ต้องกังวลหากคำศัพท์ดูยากในช่วงแรก เราจะค่อยๆ ย่อยให้เข้าใจง่ายขึ้น เมื่อจบโน้ตชุดนี้ คุณจะเข้าใจว่าทำไมตราสารหนี้บางตัวถึงต้องขายผ่านการประมูล ทำไมตราสารหนี้ส่วนใหญ่ถึงไม่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ และทำไมธนาคารต่างๆ ถึงต้องกู้ยืมเงินแบบข้ามคืนเพื่อสภาพคล่องในแต่ละวัน

1. การจำแนกประเภทตลาดตราสารหนี้

ก่อนที่เราจะลงลึกถึงวิธีการขาย เราต้องรู้ก่อนว่าตราสารหนี้พวกนี้ "อาศัยอยู่ที่ไหน" โดยเราจะจำแนกตลาดตราสารหนี้ตามผู้ออก (Issuer) และสถานที่ที่ตราสารหนี้นั้นถูกนำไปขาย

ตลาดภายใน (Internal Market) กับ ตลาดภายนอก (External Market)

Internal Market (ตลาดภายใน): นี่คือตลาด "บ้านเกิด" ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน:
1. Domestic Bonds (ตราสารหนี้ในประเทศ): ออกโดยบริษัทท้องถิ่น ในสกุลเงินท้องถิ่น และขายในตลาดภายในประเทศ (เช่น บริษัทสหรัฐฯ ออกพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์ในนิวยอร์ก)
2. Foreign Bonds (ตราสารหนี้ต่างประเทศ): ออกโดยหน่วยงานที่อยู่ นอก ประเทศนั้นๆ แต่ใช้สกุลเงินท้องถิ่นและอยู่ภายใต้กฎระเบียบของประเทศนั้น ซึ่งมักจะมีชื่อเรียกเล่นๆ เช่น Yankee bonds (ออกในสหรัฐฯ โดยบริษัทต่างชาติ) หรือ Samurai bonds (ออกในญี่ปุ่นโดยบริษัทต่างชาติ)

External Market (ตลาดภายนอก หรือ ตลาด Eurobond): ตราสารหนี้เหล่านี้ออก นอก เขตอำนาจศาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง และมักขายในสกุลเงินที่ไม่ใช่สกุลเงินของประเทศที่ออกตราสารหนี้
รู้หรือไม่? แม้จะเรียกว่า "Eurobond" แต่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับยุโรปหรือเงินยูโรเสมอไป! ตราสารหนี้ที่ออกเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และขายในลอนดอน ก็ถือเป็น Eurobond เช่นกัน

ข้อควรจำ: ถ้าเป็นสกุลเงินท้องถิ่นและทำตามกฎหมายท้องถิ่น นั่นคือ Internal Market แต่ถ้าเป็นการเลี่ยงกฎระเบียบเฉพาะของประเทศและขายในระดับนานาชาติ มักจะเป็น Eurobond

2. ตลาดแรก (Primary Markets): จุดกำเนิดของตราสารหนี้

Primary Market (ตลาดแรก) คือที่ที่ตราสารหนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่และขายให้นักลงทุนเป็นครั้งแรก ผู้ออกตราสารหนี้จะได้รับเงินจากตลาดนี้

การเสนอขายต่อสาธารณะ (Public Offering) กับ การเสนอขายเฉพาะเจาะจง (Private Placement)

Public Offering: บุคคลทั่วไปสามารถซื้อได้ ซึ่งมักจะต้องผ่านเอกสารและกฎระเบียบมากมาย โดยมี 2 วิธีหลักคือ:
1. Underwritten Offering (การรับประกันการจำหน่าย): ธนาคารเพื่อการลงทุน (Underwriter) จะซื้อตราสารหนี้ทั้งหมดจากบริษัทมาไว้ที่ตัวเองก่อน แล้วจึงพยายามนำไปขายต่อนักลงทุน หากขายไม่หมด ธนาคารต้องรับภาระไว้เอง นี่เรียกว่า firm commitment
2. Best Efforts Offering: ธนาคารทำหน้าที่เป็นเพียงนายหน้า พยายามขายให้ดีที่สุด แต่หากขายไม่หมดก็ไม่จำเป็นต้องซื้อส่วนที่เหลือไว้เอง

Private Placement: คือการขายตราสารหนี้โดยตรงให้กับกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่หรือสถาบัน (เช่น บริษัทประกันภัย) วิธีนี้รวดเร็วและประหยัดกว่าเพราะกฎระเบียบน้อย แต่ตราสารหนี้จะขายต่อได้ยากกว่าในภายหลัง (สภาพคล่องต่ำ)

การประมูล (Auctions)

พันธบัตรรัฐบาลส่วนใหญ่จะขายผ่าน การประมูล ในรูปแบบ Single-Price Auction (การประมูลราคาเดียว) ผู้ชนะทุกคนจะจ่ายในราคาเดียวกัน (ราคาประมูลต่ำสุดที่ได้รับการจัดสรร)
ขั้นตอนการประมูล:
1. นักลงทุนยื่นเสนอราคา (จำนวนที่ต้องการและอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ)
2. รัฐบาลจะรับข้อเสนอที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดก่อน (เพราะผลตอบแทนต่ำหมายถึงต้นทุนการกู้ยืมที่ถูกกว่าสำหรับรัฐบาล)
3. "Clearing yield" คืออัตราผลตอบแทนสูงสุดที่รัฐบาลยอมรับเพื่อให้ครบจำนวนที่ต้องการ และทุกคนที่ชนะจะได้อัตรานี้

สรุปสั้นๆ:
Primary Market: มีเฉพาะตราสารหนี้ออกใหม่
Underwriting: ธนาคารเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง
Auctions: วิธีมาตรฐานสำหรับตราสารหนี้รัฐบาล

3. ตลาดรอง (Secondary Markets): แหล่งซื้อขายตราสารหนี้

Secondary Market (ตลาดรอง) คือที่ที่นักลงทุนซื้อขายตราสารหนี้ต่อกัน โดยผู้ออกตราสารหนี้เดิมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้รับเงินเพิ่ม

OTC vs. Exchange: หุ้นส่วนใหญ่ซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์ (Exchange) แต่ ตราสารหนี้ส่วนใหญ่ซื้อขายแบบ Over-the-Counter (OTC) หมายความว่าเป็นการซื้อขายผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย (Dealers)
การเปรียบเทียบ: ตลาดหลักทรัพย์เหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่ทุกคนเห็นราคาเดียวกัน ส่วน OTC เหมือนเครือข่ายซื้อขายรถมือสองที่คุณต้องโทรหาดีลเลอร์หลายๆ เจ้าเพื่อดูว่าใครมีของและขายราคาเท่าไหร่

สภาพคล่อง (Liquidity): คือความง่ายในการขายตราสารหนี้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เสียส่วนลดราคามากนัก พันธบัตรรัฐบาลมักจะมี สภาพคล่องสูง ในขณะที่หุ้นกู้เอกชนรายย่อยอาจมี สภาพคล่องต่ำ ค่า bid-ask spread (ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย) ที่กว้างเป็นสัญญาณของสภาพคล่องที่ต่ำ

ข้อควรจำ: ตลาดรองให้สภาพคล่อง หากไม่มีตลาดนี้ นักลงทุนคงไม่กล้าซื้อตราสารหนี้ในตลาดแรก เพราะต้องถือยาวจนครบกำหนดไถ่ถอน!

4. ประเภทของผู้ออกตราสารหนี้

ตราสารหนี้แต่ละตัวมีความเสี่ยงและผลตอบแทนต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ออก

พันธบัตรรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ

Sovereign Bonds (พันธบัตรรัฐบาล): ออกโดยรัฐบาลระดับชาติ (เช่น US Treasuries) โดยมีความสามารถในการจัดเก็บภาษีเป็นหลักประกัน ถือว่ามีความปลอดภัยสูงมาก (ความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ) หากออกในสกุลเงินท้องถิ่น

Non-Sovereign Bonds: ออกโดยรัฐระดับมลรัฐ, จังหวัด หรือเมืองต่างๆ มีความปลอดภัยน้อยกว่าพันธบัตรรัฐบาล แต่โดยทั่วไปปลอดภัยกว่าหุ้นกู้เอกชน

ตราสารหนี้จากหน่วยงานเฉพาะและองค์กรระหว่างประเทศ

Agency Bonds: ออกโดยหน่วยงานที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของโดยตรง (เช่น Fannie Mae ในสหรัฐฯ)
Supranational Bonds: ออกโดยองค์กรระหว่างประเทศ เช่น World Bank (ธนาคารโลก) หรือ IMF

ตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Debt)

บริษัทออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่:
Financial: ออกโดยธนาคารและบริษัทประกันภัย
Non-financial: ออกโดยบริษัทผู้ผลิต, บริษัทเทคโนโลยี ฯลฯ

5. การระดมทุนระยะสั้น: "ตลาดเงิน" (Money Market)

บางครั้งบริษัทหรือธนาคารต้องการเงินเพียงไม่กี่วันหรือกี่เดือน นี่คือที่มาของ การระดมทุนระยะสั้น

ตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น (Commercial Paper - CP)

CP เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้นที่ไม่มีหลักประกัน เฉพาะบริษัทที่มีอันดับเครดิตสูงเท่านั้นที่ออกได้ มักใช้เพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น เงินเดือนพนักงาน
Bridge Financing: เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกการออก CP เพื่อหาเงินสดชั่วคราวระหว่างรอการระดมทุนระยะยาว

สัญญาซื้อคืน (Repurchase Agreements - Repo)

Repo เหมือนโรงรับจำนำสำหรับธนาคารขนาดใหญ่:
1. ฝ่ายหนึ่งขายหลักทรัพย์ (มักเป็นพันธบัตรรัฐบาล) ให้กับอีกฝ่าย โดยมีข้อตกลงว่าจะซื้อคืนในภายหลังในราคาที่สูงกว่าเล็กน้อย
2. ส่วนต่างของราคาคือ Repo Rate (ดอกเบี้ย)
3. หลักทรัพย์ทำหน้าที่เป็น หลักประกัน (Collateral) หากผู้กู้ไม่คืนเงิน ผู้ให้กู้ก็ยึดพันธบัตรนั้นไป

ส่วนลดหลักประกัน (Repo Margin หรือ Haircut): หากพันธบัตรมีมูลค่า $100 ผู้ให้กู้อาจให้กู้เพียง $98 ส่วนต่าง $2 นี้เรียกว่า "haircut" เพื่อปกป้องผู้ให้กู้หากมูลค่าพันธบัตรลดลง
เคล็ดลับช่วยจำ: Haircut ทำให้ "ยอดเงินกู้" สั้นลง (น้อยลง) กว่า "มูลค่าหลักประกัน"

ข้อควรจำ: Repo คือหัวใจสำคัญของสภาพคล่องในระบบการเงินรายวัน ซึ่งถือเป็นการกู้ยืมระยะสั้นที่มีหลักประกัน

ตารางสรุป

การจำแนกตลาด: Domestic, Foreign (Yankee/Samurai), หรือ Eurobond
การออกตราสาร: Underwritten (ธนาคารรับความเสี่ยง) หรือ Best Efforts (ธนาคารเป็นเพียงตัวกลาง)
การซื้อขาย: ส่วนใหญ่เป็น Over-the-Counter (OTC) ผ่านดีลเลอร์ ไม่ใช่ผ่านตลาดกลาง
ระยะสั้น: Commercial Paper (ไม่มีหลักประกัน) และ Repos (มีหลักประกัน)

ไม่ต้องตกใจถ้าคำนิยามดูเยอะไปหมด! ข้อสอบ CFA มักเน้นไปที่ความแตกต่างของประเภทเหล่านี้ เช่น ทำไม Eurobond ถึงต่างจาก Foreign bond หรือ Repo ทำงานอย่างไรในฐานะเงินกู้ที่มีหลักประกัน ลองฝึกทำโจทย์บ่อยๆ นะครับ!