ยินดีต้อนรับสู่โลกของกลยุทธ์ออปชัน (Options Strategies)!
สวัสดีครับ! ยินดีต้อนรับเข้าสู่หนึ่งในบทเรียนที่นำไปใช้ได้จริงและน่าตื่นเต้นที่สุดในหลักสูตร CFA Level III นั่นคือเรื่อง กลยุทธ์ออปชัน (Options Strategies) ครับ บทนี้เป็นส่วนหนึ่งของหัวข้อ "ตราสารอนุพันธ์และการบริหารความเสี่ยง" (Derivatives and Risk Management) แม้ว่าเรื่องอนุพันธ์อาจจะดูเหมือนเขาวงกตที่เต็มไปด้วยตัวเลข แต่ลองมองกลยุทธ์เหล่านี้ให้เหมือนเป็น "กล่องเครื่องมือ" ดูสิครับ แต่ละกลยุทธ์ก็คือเครื่องมือเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้จัดการพอร์ตลงทุนบรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากตลาดหุ้นตก การสร้างรายได้เสริม หรือการเก็งกำไรในทิศทางของตลาด
ไม่ต้องกังวลไปนะครับถ้าตอนเรียน Level I หรือ II คุณจะรู้สึกว่าออปชันมันยากและน่าปวดหัว เพราะในระดับ Level III นี้ จุดเน้นจะเปลี่ยนจาก "เราตั้งราคาออปชันนี้อย่างไร" ไปเป็น "เราจะใช้ออปชันเหล่านี้บริหารพอร์ตการลงทุนอย่างไร" มาเริ่มลุยกันเลยครับ!
1. พื้นฐานที่สำคัญ: Covered Calls และ Protective Puts
ก่อนที่เราจะไปถึงกลยุทธ์ที่ซับซ้อน เราต้องแม่นยำกับกลยุทธ์พื้นฐานสองตัวที่นักลงทุนสถาบันใช้บ่อยที่สุด ซึ่งมักเรียกกันว่ากลยุทธ์เพื่อ การเพิ่มผลตอบแทน (yield enhancement) และ การป้องกันขาลง (downside protection)
A. Covered Call
ในกลยุทธ์ Covered Call คุณต้องถือหุ้นอ้างอิงอยู่ (Long Stock) แล้วทำการขายสิทธิซื้อ (Short Call) ออกไป ที่เรียกว่า "Covered" หรือ "มีหลักประกัน" ก็เพราะว่าหากผู้ซื้อออปชันใช้สิทธิในการซื้อหุ้น คุณก็มีหุ้นในมือพร้อมส่งมอบให้เขาอยู่แล้วนั่นเอง
ทำทำไม? คุณทำกลยุทธ์นี้เพื่อสร้าง รายได้ (Income) จากค่าพรีเมียมที่คุณได้รับ ในภาวะตลาดที่คุณคาดว่าราคาน่าจะแกว่งตัวในกรอบแคบหรือค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: ลองนึกภาพว่า Covered Call เหมือนการ "ปล่อยเช่า" หุ้นที่คุณถืออยู่ คุณยังคงเป็นเจ้าของหุ้นนั้น แต่ได้รับ "ค่าเช่า" (ค่าพรีเมียม) จากคนอื่น สิ่งที่ต้องแลกคืออะไร? ถ้าจู่ๆ ราคาหุ้นพุ่งทะยานขึ้นสูงมาก คุณก็ต้องขายหุ้นนั้นที่ราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ทำให้คุณเสียโอกาสที่จะได้รับกำไรก้อนใหญ่ไป
- กำไรสูงสุด: \( X - S_0 + c_0 \) (จำกัดไว้ที่ราคาใช้สิทธิ)
- ขาดทุนสูงสุด: \( S_0 - c_0 \) (ในกรณีที่หุ้นราคาตกลงไปเป็นศูนย์)
- จุดคุ้มทุน: \( S_0 - c_0 \)
B. Protective Put
กลยุทธ์ Protective Put คือการถือหุ้น (Long Stock) พร้อมกับซื้อสิทธิขาย (Long Put) เอาไว้
ทำทำไม? นี่คือ การทำประกัน ของแท้เลยครับ ถ้าราคาหุ้นร่วงลงมา ออปชันขายที่คุณถือไว้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพื่อมาชดเชยกับผลขาดทุนในหุ้นของคุณ แน่นอนว่าคุณต้องจ่ายค่าพรีเมียมเพื่อซื้อความสบายใจนี้
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: มันเหมือนประกันภัยรถยนต์เป๊ะเลยครับ คุณต้องจ่ายเบี้ยประกันทุกเดือน ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณก็ "เสีย" เบี้ยประกันไป แต่คุณก็น่าจะดีใจที่ทุกอย่างปลอดภัยดี แต่ถ้าเกิด "อุบัติเหตุ" (ราคาหุ้นตก) บริษัทประกันก็จะเข้ามารับผิดชอบความเสียหายที่ต่ำกว่าระดับ "ค่าเสียหายส่วนแรก" (ราคาใช้สิทธิ) ของคุณ
- กำไรสูงสุด: ไม่จำกัด (หุ้นขึ้นไปได้เรื่อยๆ โดยหักลบค่าพรีเมียมที่จ่ายไป)
- ขาดทุนสูงสุด: \( S_0 - X + p_0 \) (จำกัดไว้ที่ระดับราคาใช้สิทธิ)
- จุดคุ้มทุน: \( S_0 + p_0 \)
ทบทวนสั้นๆ: Covered Call = สร้างรายได้/เพิ่มผลตอบแทน, Protective Put = การบริหารความเสี่ยง/การทำประกัน
2. กลยุทธ์เชิงทิศทาง: Bull และ Bear Spreads
สเปรด (Spread) คือการซื้อออปชันหนึ่งตัวและขายออปชันอีกตัวที่เป็นประเภทเดียวกัน (Call ทั้งคู่ หรือ Put ทั้งคู่) แต่มีราคาใช้สิทธิที่แตกต่างกัน
A. Bull Spreads (ใช้ Call)
คุณคาดการณ์ว่าราคาจะขึ้น แต่คุณอยากลดต้นทุนในการเทรด คุณจึงเลือกซื้อ Call ที่มี ราคาใช้สิทธิต่ำกว่า (\( X_L \)) และขาย Call ที่มี ราคาใช้สิทธิสูงกว่า (\( X_H \))
สิ่งที่ต้องแลก: การขาย Call ที่มีราคาใช้สิทธิสูงกว่าช่วยให้คุณได้รับค่าพรีเมียมมาช่วยจ่ายค่า Call ตัวที่คุณซื้อ อย่างไรก็ตาม คุณจะต้องสละกำไรที่เกินกว่าราคาใช้สิทธิสูงนั้นไป
- กำไรสูงสุด: \( (X_H - X_L) - (c_L - c_H) \)
- ขาดทุนสูงสุด: ค่าพรีเมียมสุทธิที่จ่ายไป \( (c_L - c_H) \)
B. Bear Spreads (ใช้ Put)
คุณคาดการณ์ว่าราคาจะลง คุณจึงซื้อ Put ที่มี ราคาใช้สิทธิสูงกว่า (\( X_H \)) และขาย Put ที่มี ราคาใช้สิทธิต่ำกว่า (\( X_L \))
ทำไมต้องทำแบบนี้? เหมือนกับ Bull spread เลยครับ การขาย Put ที่มีราคาใช้สิทธิต่ำกว่าช่วยหาเงินมาจ่ายค่า Put ที่มีราคาสูงกว่าที่คุณต้องซื้อ คุณกำลังเล่นทิศทาง "ขาลง" (bearish) แต่ก็ลงได้เพียงถึงจุดหนึ่งเท่านั้น
เทคนิคจำง่ายๆ: ถ้าเป็น BULL spread คุณอยากให้ตลาด ขึ้น (UP) ดังนั้นคุณต้องซื้อ ราคาใช้สิทธิต่ำ (LOW) ถ้าเป็น BEAR spread คุณอยากให้ตลาด ลง (DOWN) ดังนั้นคุณต้องซื้อ ราคาใช้สิทธิสูง (HIGH)
สรุปใจความสำคัญ: สเปรดคือเวอร์ชัน "ประหยัดงบ" ของการซื้อออปชันตัวเดียว มันช่วยจำกัดทั้งความเสี่ยงสูงสุดและกำไรสูงสุดของคุณไว้ครับ
3. Butterfly Spread: การเดิมพันบนความนิ่งของตลาด
Butterfly Spread เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจมาก ใช้ในกรณีที่คุณเชื่อว่าราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวอยู่ใกล้กับเป้าหมายเฉพาะเจาะจงจุดหนึ่ง (เปรียบเสมือน "ลำตัว" ของผีเสื้อ)
วิธีการสร้าง: 1. ซื้อ Call หนึ่งตัวที่ราคาใช้สิทธิต่ำ (\( X_L \)) 2. ขาย Call สองตัวที่ราคาใช้สิทธิปานกลาง (\( X_M \)) 3. ซื้อ Call หนึ่งตัวที่ราคาใช้สิทธิสูง (\( X_H \)) (หมายเหตุ: สามารถใช้ออปชัน Put ทำแบบเดียวกันได้)
ทำทำไม? คุณต้องการให้ราคาหุ้นไปจบที่ราคา \( X_M \) พอดี กลยุทธ์นี้ใช้ต้นทุนต่ำมากและมีความเสี่ยงต่ำมาก แต่ให้ผลตอบแทนที่สูงมากหากราคาหุ้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง
รู้หรือไม่? ที่เรียกว่า Butterfly เพราะกราฟผลตอบแทนหน้าตาเหมือนลำตัวผีเสื้อ (จุดยอดที่ราคาใช้สิทธิกลาง) และปีกสองข้าง (เส้นราบที่ปลายทั้งสองด้าน)
- กำไรสูงสุด: จะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นเท่ากับราคาใช้สิทธิกลาง \( X_M \)
- ขาดทุนสูงสุด: คือค่าพรีเมียมสุทธิเล็กน้อยที่จ่ายไปเพื่อสร้างกลยุทธ์นี้
4. Collars: การป้องกันที่แทบไม่มีต้นทุน
Collar เป็นกลยุทธ์ยอดนิยมสำหรับผู้บริหารที่ถือหุ้นบริษัทจำนวนมาก มันเป็นการผสมผสานระหว่างการซื้อ Put (เพื่อป้องกัน) และการขาย Call (เพื่อสร้างรายได้)
เป้าหมาย: เพื่อป้องกันราคาหุ้นตกหนักโดยไม่ต้องควักเงินจ่ายค่าพรีเมียมก้อนโต คุณใช้ค่าพรีเมียมที่ได้จาก การขาย Call มาจ่ายเป็นค่าพรีเมียมสำหรับ การซื้อ Put
Zero-Cost Collar: หากค่าพรีเมียมที่ได้รับจาก Call เท่ากับค่าพรีเมียมที่จ่ายสำหรับ Put พอดี ต้นทุนสุทธิสำหรับนักลงทุนก็จะเท่ากับ ศูนย์
ข้อควรระวัง: คุณจะถูก "จำกัดกรอบ" อยู่ระหว่างราคาใช้สิทธิทั้งสอง คุณจะไม่ขาดทุนหนักถ้าหุ้นตก แต่คุณก็จะไม่กำไรมากถ้าหุ้นพุ่งแรง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: อย่าจำสับสนระหว่าง Collar กับ Straddle นะครับ Collar ต้องใช้การถือหุ้นจริงร่วมกับออปชันสองตัว ในขณะที่ Straddle ใช้ออปชันเพียงอย่างเดียว
5. กลยุทธ์ความผันผวน: The Straddle
บางครั้งคุณอาจไม่รู้ว่าตลาดจะไป ทางไหน แต่คุณมั่นใจมากว่ามันจะมีการเคลื่อนไหวที่ รุนแรงแน่นอน (เช่น ก่อนการประกาศผลประกอบการหรือช่วงเลือกตั้งสำคัญ)
Long Straddle
คุณซื้อทั้ง Call และ Put ที่มี ราคาใช้สิทธิเดียวกัน และ วันหมดอายุเดียวกัน
- เมื่อไหร่ที่ควรใช้: เมื่อคุณคาดหวังความผันผวนสูง (การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่)
- กำไรสูงสุด: ไม่จำกัด (ถ้าหุ้นพุ่งแรง) หรือมหาศาล (ถ้าหุ้นดิ่งไปศูนย์)
- ขาดทุนสูงสุด: คือผลรวมของค่าพรีเมียมที่จ่ายไป (หากหุ้นไม่เคลื่อนไหวเลย)
ตรรกะทีละขั้นตอน: 1. หุ้นขึ้น? Call ของคุณจะอยู่ในสถานะมีกำไร (In the money) 2. หุ้นลง? Put ของคุณจะอยู่ในสถานะมีกำไร (In the money) 3. หุ้นนิ่ง? ออปชันทั้งสองตัวจะหมดค่า และคุณจะเสียเงินค่า "เดิมพัน" ไป
สรุปใจความสำคัญ: Long straddle คือการเดิมพันบน ความผันผวนสูง ส่วน Short straddle (ขายทั้งคู่) คือการเดิมพันบน ความผันผวนต่ำ
6. ตารางสรุปเพื่อการทบทวนอย่างรวดเร็ว
นี่คือสรุปสูตรโกงสำหรับการทบทวนครั้งสุดท้ายครับ ไม่ต้องตกใจถ้าเนื้อหาดูเยอะ ให้เน้นไปที่ มุมมองต่อตลาด (View on Market) ก่อนเป็นอันดับแรก!
กลยุทธ์: Covered Call
มุมมอง: เป็นกลางถึงบวกเล็กน้อย
เป้าหมายหลัก: รายได้ (เพิ่มผลตอบแทน)
กลยุทธ์: Protective Put
มุมมอง: เป็นบวกแต่กังวล
เป้าหมายหลัก: ป้องกันขาลง
กลยุทธ์: Bull Spread
มุมมอง: เป็นบวกปานกลาง
เป้าหมายหลัก: วิธีทำกำไรขาขึ้นที่ต้นทุนถูกลง
กลยุทธ์: Straddle
มุมมอง: คาดการณ์ว่าจะมีการเคลื่อนไหวรุนแรง (ทิศทางใดก็ได้)
เป้าหมายหลัก: กำไรจากความผันผวน
กลยุทธ์: Butterfly Spread
มุมมอง: คาดการณ์ว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหว (ตลาดนิ่ง)
เป้าหมายหลัก: กำไรจากความผันผวนต่ำ
คำให้กำลังใจทิ้งท้าย
คุณผ่านมาได้ถึงกลยุทธ์หลักๆ ทั้งหมดแล้ว! เคล็ดลับในการเรียนบทนี้ให้แตกฉานไม่ใช่แค่การท่องจำสูตร แต่เป็นการสร้างภาพกราฟผลตอบแทนให้ออก เมื่อคุณเห็นกลยุทธ์ ให้ถามตัวเองเสมอว่า: "คนทำกลยุทธ์นี้ต้องการให้ตลาดขึ้น ลง หรืออยู่นิ่งๆ?" เมื่อคุณตอบคำถามนี้ได้ คณิตศาสตร์ที่เหลือก็จะเข้าใจได้ไม่ยากครับ ฝึกวาดกราฟ payoff บ่อยๆ แล้วคุณจะทำได้ยอดเยี่ยมแน่นอน!