ยินดีต้อนรับสู่คู่มือการวัดผลการดำเนินงาน!
สวัสดีครับ/ค่ะ! ยินดีต้อนรับเข้าสู่ส่วนที่นำไปใช้งานได้จริงมากที่สุดส่วนหนึ่งในการเรียนวิชา BA2 ของคุณ ในบทก่อนหน้านี้ คุณได้เรียนรู้วิธีการวางแผนและการจัดทำงบประมาณไปแล้ว ตอนนี้เราจะมาดูในฝั่งของการ ควบคุม (Control) กันบ้าง ลองคิดแบบนี้ดูนะครับ: ถ้าการวางแผนคือการกางแผนที่สำหรับการออกทริปเดินทาง การวัดผลการดำเนินงาน (Performance Measurement) ก็เปรียบเสมือนการคอยดู GPS และหน้าปัดรถยนต์เพื่อเช็กว่าเรากำลังไปถูกทางหรือไม่ และรถมีน้ำมันเหลือพอที่จะไปถึงจุดหมายหรือเปล่านั่นเอง!
ในบทนี้ เราจะมาสำรวจกันว่าธุรกิจต่างๆ วัดความสำเร็จอย่างไรโดยใช้ทั้งตัวเลขทางการเงินที่ชัดเจน ("cold, hard cash") และตัวบ่งชี้ที่ไม่ใช่ตัวเงิน ("softer" non-financial signs) ไม่ต้องกังวลไปนะครับหากสูตรคำนวณบางอันดูน่ากลัวในตอนแรก เราจะค่อยๆ ย่อยให้เข้าใจง่ายไปทีละขั้นตอนเลย!
1. ทำไมเราต้องวัดผลการดำเนินงาน?
ในการบัญชีบริหาร เราไม่ได้วัดผลกันแค่เอาสนุกนะครับ เราทำไปเพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรกำลังบรรลุ วัตถุประสงค์ (Objectives) ที่วางไว้ การวัดผลช่วยให้ผู้จัดการสามารถ:
- ระบุส่วนงานที่ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น
- สร้างแรงจูงใจให้พนักงานโดยการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน
- ตัดสินใจอย่างมีข้อมูลว่าควรนำเงินไปลงทุนที่ไหนดี
- ตรวจสอบว่า "แผน" (งบประมาณ) ที่วางไว้ได้ผลจริงหรือไม่
2. การวัดผลการดำเนินงานทางการเงิน
มาตรวัดทางการเงินเป็นวิธีดั้งเดิมในการตรวจสอบว่าธุรกิจมีสุขภาพดีหรือไม่ โดยจะเน้นไปที่ ความสามารถในการทำกำไร (Profitability), สภาพคล่อง (Liquidity) และ ประสิทธิภาพ (Efficiency) มาดูกันที่ "สองยักษ์ใหญ่" ที่มักจะโผล่มาในข้อสอบบ่อยๆ นั่นคือ ROI และ RI ครับ
A. อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment: ROI)
ROI เป็นวิธีที่นิยมที่สุดในการวัดว่าผู้จัดการบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายมาได้ดีแค่ไหน เปรียบได้กับการเช็กดอกเบี้ยที่คุณได้รับจากบัญชีเงินฝากนั่นเองครับ
สูตรการคำนวณ:
\( ROI = \frac{\text{Controllable Profit}}{\text{Capital Employed}} \times 100 \)
ตัวอย่าง: ถ้าแผนกหนึ่งทำกำไรได้ 20,000 ดอลลาร์ และใช้สินทรัพย์ไป 100,000 ดอลลาร์ ค่า ROI จะเท่ากับ 20%
สรุปสั้นๆ: ผู้จัดการมักชอบ ROI เพราะเป็นหน่วยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบระหว่างแผนกเล็กกับแผนกใหญ่ครับ
B. กำไรส่วนเหลือ (Residual Income: RI)
RI จะต่างออกไปนิดหน่อย แทนที่จะเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่มันบอกผลลัพธ์ออกมาเป็น จำนวนเงิน (Dollar amount) โดยแสดงให้เห็นว่ามีกำไรเหลืออยู่เท่าไรหลังจากที่เรา "จ่ายคืน" ต้นทุนของเงินทุนที่ใช้ไปแล้ว
สูตรการคำนวณ:
\( RI = \text{Controllable Profit} - (\text{Capital Employed} \times \text{Cost of Capital %}) \)
ตัวอย่าง: ถ้าทำกำไรได้ 20,000 ดอลลาร์ ใช้เงินทุน 100,000 ดอลลาร์ และบริษัทคาดหวังผลตอบแทน 10% การคำนวณจะเป็น: \( \$20,000 - (\$100,000 \times 0.10) = \$10,000 \)
ROI vs. RI: กับดักที่เจอบ่อย
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการคิดว่า ROI ดีกว่าเสมอ แต่จริงๆ แล้ว ROI อาจนำไปสู่ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ (Dysfunctional behavior) ซึ่งเป็นวิธีพูดสวยๆ ว่าผู้จัดการอาจปฏิเสธโครงการที่ดีเพียงเพราะมันทำให้ค่า ROI เฉลี่ยของเขาลดลง แม้ว่าโครงการนั้นจะทำให้บริษัทได้กำไรเพิ่มขึ้นก็ตาม! RI จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะโครงการใดๆ ที่มี RI เป็นบวกถือว่าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัททั้งสิ้น!
3. การวัดผลการดำเนินงานที่ไม่ใช่ตัวเงิน (Non-Financial Performance Measures: NFPMs)
รู้หรือไม่? การดูเฉพาะมาตรวัดทางการเงินก็เหมือนกับนักบินที่ขับเครื่องบินโดยดูแค่ว่าเมื่อวานใช้น้ำมันไปเท่าไร มันไม่ได้บอกคุณเลยว่าตอนนี้เครื่องบินอยู่ที่ไหน หรือเครื่องยนต์กำลังจะพังหรือเปล่า!
มาตรวัดที่ไม่ใช่ตัวเงินคือ ดัชนีชี้วัดนำ (Leading indicators) ซึ่งจะบอกข้อมูลเกี่ยวกับอนาคต ถ้าวันนี้ความพึงพอใจของลูกค้าลดลง (ตัวที่ไม่ใช่เงิน) กำไรในวันข้างหน้าก็น่าจะลดลงตามไปด้วย (ตัวที่เป็นเงิน)
หมวดหมู่หลักของ NFPMs ได้แก่:
- คุณภาพ (Quality): จำนวนของเสีย (defects), จำนวนคำร้องเรียนของลูกค้า
- เวลา/การบริการ (Time/Service): เราส่งมอบงานได้เร็วแค่ไหน? (Lead times)
- ความยืดหยุ่น (Flexibility): เราสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อตอบสนองเทรนด์ใหม่ๆ ได้เร็วแค่ไหน?
- นวัตกรรม (Innovation): ปีนี้เราเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ไปกี่รายการ?
หัวใจสำคัญ: ธุรกิจยุคใหม่ต้องการความสมดุลของทั้งสองอย่าง มาตรวัดทางการเงินบอกคุณว่าอดีตเกิดอะไรขึ้น ส่วนมาตรวัดที่ไม่ใช่ตัวเงินบอกคุณว่าอนาคตอาจเกิดอะไรขึ้นครับ
4. บาลานซ์สกอร์การ์ด (Balanced Scorecard)
พัฒนาโดย Kaplan และ Norton ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดที่บังคับให้ผู้จัดการต้องมองธุรกิจจาก 4 มุมมอง (perspectives) พร้อมๆ กัน
เทคนิคช่วยจำ: ลองจำว่า "F.C.I.L." (เช่น แมวอ้วนในลอนดอน - Fat Cats In London)
- มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective): "เพื่อให้ประสบความสำเร็จทางการเงิน เราควรมีภาพลักษณ์อย่างไรต่อผู้ถือหุ้น?" (เช่น ROI, กระแสเงินสด)
- มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective): "ลูกค้ามองเราอย่างไร?" (เช่น ส่วนแบ่งการตลาด, คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า)
- มุมมองด้านกระบวนการภายใน (Internal Business Process Perspective): "อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำให้เป็นเลิศ?" (เช่น ต้นทุนต่อหน่วย, ระยะเวลาในวงจรการผลิต, การควบคุมคุณภาพ)
- มุมมองด้านการเรียนรู้และการเติบโต (Learning and Growth Perspective): "เราจะปรับปรุงและสร้างมูลค่าต่อไปได้อย่างไร?" (เช่น การฝึกอบรมพนักงาน, ขวัญกำลังใจของทีมงาน)
การเปรียบเทียบ: ลองนึกถึงนักกีฬามืออาชีพ มุมมอง การเงิน คือถ้วยรางวัลที่พวกเขาได้รับ มุมมอง ลูกค้า คือฐานแฟนคลับ มุมมอง กระบวนการภายใน คือกิจวัตรการฝึกซ้อมประจำวัน และมุมมอง การเรียนรู้และการเติบโต คือความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ
5. ความคุ้มค่าของเงิน (Value for Money: The 3 Es)
ในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหรือหน่วยงานภาครัฐ (เช่น ห้องสมุดประชาชน หรือโรงพยาบาลรัฐ) "กำไร" ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เราจึงวัด ความคุ้มค่าของเงิน (Value for Money: VFM) โดยใช้หลัก 3 Es:
- ประหยัด (Economy): การใช้จ่ายให้น้อยที่สุดสำหรับคุณภาพที่กำหนดไว้ ("เราซื้ออุปกรณ์ที่ถูกที่สุดแต่ยังใช้งานได้ดีแล้วหรือยัง?")
- ประสิทธิภาพ (Efficiency): การได้ "ผลผลิต" สูงสุดจาก "ทรัพยากรที่ใส่เข้าไป" ("คุณหมอตรวจคนไข้ได้กี่คนต่อชั่วโมง?")
- ประสิทธิผล (Effectiveness): การทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อบรรลุเป้าหมาย ("คนไข้หายป่วยจริงๆ หรือไม่?")
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: นักศึกษามักสับสนระหว่าง ประสิทธิภาพ (Efficiency) และ ประสิทธิผล (Effectiveness) ประสิทธิภาพ คือการทำงานให้ดี (เร็ว/ประหยัด) ประสิทธิผล คือการทำภารกิจให้สำเร็จตามเป้าหมาย (สร้างผลกระทบได้จริง)
6. การวัดผลในองค์กรบริการ
การวัดผลโรงแรมหรือธนาคารนั้นยากกว่าการวัดผลโรงงานผลิตรถยนต์ ทำไมนะหรือ? เพราะบริการมีคุณลักษณะพิเศษ:
- ความเป็นนามธรรม (Intangibility): คุณไม่สามารถจับต้องงานตัดผมหรือการให้คำปรึกษาได้
- ความเสื่อมสลายได้ (Perishability): ห้องพักโรงแรมที่ว่างในคืนนี้ ไม่สามารถนำไปขายในวันพรุ่งนี้ได้
- การผลิตและการบริโภคเกิดขึ้นพร้อมกัน (Simultaneity): บริการถูกสร้างขึ้นและถูกใช้ไปในเวลาเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ องค์กรบริการจึงเน้นไปที่ คุณภาพของการบริการ และ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร (เช่น ที่นั่งบนเครื่องบินเต็มกี่เปอร์เซ็นต์?)
สรุปสั้นๆ: เคล็ดลับสำหรับสอบ
1. การควบคุมได้ (Controllability): วัดผลผู้จัดการในสิ่งที่เขาสามารถควบคุมได้จริงเท่านั้น อย่าไปโทษผู้จัดการโรงงานเพราะค่าไฟฟ้าแพงขึ้นจากการกำหนดของรัฐบาล!
2. การเน้นระยะสั้น (Short-termism): ต้องระวัง! ถ้ามัวแต่เน้นกำไรรายเดือน ผู้จัดการอาจตัดงบฝึกอบรมหรือซ่อมบำรุงเพื่อประหยัดเงินตอนนี้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อธุรกิจในระยะยาว
3. ความสมดุล (Balance): จำไว้เสมอว่าไม่มีมาตรวัดไหนที่บอกเรื่องราวได้ทั้งหมด กำไรสูงก็ไร้ความหมายหากลูกค้าเกลียดคุณและกำลังจะเลิกใช้บริการ!
ไม่ต้องกังวลถ้ารู้สึกว่ามีเรื่องต้องจำเยอะ! ให้เน้นไปที่การทำความเข้าใจ "เหตุผล" ที่อยู่เบื้องหลังมาตรวัดแต่ละตัว แล้ว "วิธีทำ" (สูตรต่างๆ) จะกลายเป็นเรื่องที่จำได้ง่ายขึ้นเอง คุณทำได้อยู่แล้ว!