บทนำสู่อัตราส่วนความเสี่ยง (Risk Ratios)

ยินดีต้อนรับ! ในส่วนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ อัตราส่วนความเสี่ยง (หรือที่รู้จักกันในชื่ออัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ หรืออัตราส่วนโครงสร้างเงินทุน) ถ้าคุณเคยสงสัยว่าบริษัทหนึ่งๆ มีวิธีการบริหารจัดการระหว่าง "เงินทุนของตัวเอง" กับ "เงินกู้จากธนาคาร" อย่างไร คุณมาถูกที่แล้ว!

การวิเคราะห์งบการเงินไม่ใช่แค่การดูว่าบริษัททำกำไรได้มากแค่ไหนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความ ปลอดภัย ของบริษัทด้วย อัตราส่วนความเสี่ยงจะช่วยให้เราเข้าใจถึงเสถียรภาพในระยะยาวของธุรกิจ โดยสิ่งที่เราต้องการทราบคือ: บริษัทกู้เงินมามากเกินไปหรือไม่? และ บริษัทมีกำไรเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เหล่านั้นหรือไม่?

ถ้ารู้สึกยากในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ เพราะเราจะค่อยๆ ย่อยเรื่องนี้ให้เข้าใจง่ายด้วยตัวอย่างในชีวิตประจำวัน!


1. ทำความเข้าใจเรื่อง Gearing

Gearing (หรือที่มักเรียกกันว่า Leverage) คือการวัดความสัมพันธ์ระหว่างเงินทุนที่มาจากเจ้าของ (ส่วนของผู้ถือหุ้น - Equity) กับเงินทุนที่กู้ยืมมาจากภายนอก (หนี้สินระยะยาว - Long-term Debt)

แนวคิด: เปรียบเทียบกับบ้านของคุณ

ลองจินตนาการว่าคุณซื้อบ้านราคา 200,000 ดอลลาร์ คุณจ่ายเงินดาวน์จากเงินเก็บตัวเอง 20,000 ดอลลาร์ (Equity) และกู้ธนาคารมา 180,000 ดอลลาร์ (Debt) ในเชิงธุรกิจถือว่าคุณมี Gearing สูง (highly geared) เพราะบ้านส่วนใหญ่ของคุณมาจากเงินกู้ แต่ถ้าคุณจ่ายเงินสดไป 150,000 ดอลลาร์ และกู้เพียง 50,000 ดอลลาร์ คุณก็จะมี Gearing ต่ำ (low geared)

วิธีการคำนวณ Gearing

ในหลักสูตร CIMA BA3 มีวิธีการคำนวณ Gearing อยู่ 2 วิธีที่นิยมใช้ ดังนั้นอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลที่โจทย์กำหนดมาให้ดี!

วิธีที่ A: หนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity)
วิธีนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ต้องจ่ายคืน (หนี้) กับสิ่งที่เจ้าของมีอยู่จริง
\( \text{Gearing} = \frac{\text{Long-term Debt}}{\text{Total Equity}} \times 100 \)

วิธีที่ B: หนี้สินต่อเงินทุนรวม (Debt to Total Capital) (วิธีที่นิยมที่สุด)
วิธีนี้เป็นการเปรียบเทียบหนี้สินกับแหล่งเงินทุนระยะยาว ทั้งหมด ของธุรกิจ
\( \text{Gearing} = \frac{\text{Long-term Debt}}{\text{Long-term Debt} + \text{Total Equity}} \times 100 \)

หมายเหตุ: Total Equity ประกอบด้วยทุนเรือนหุ้นและกำไรสะสม ส่วน Long-term Debt มักหมายถึงหนี้สินไม่หมุนเวียน เช่น เงินกู้ยืมจากธนาคารหรือหุ้นกู้

ผลลัพธ์บอกอะไรเราบ้าง?
  • Gearing สูง (โดยปกติคือมากกว่า 50%): บริษัทพึ่งพาหนี้สินเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงเพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยไม่ว่าบริษัทจะมีกำไรหรือไม่ก็ตาม
  • Gearing ต่ำ (โดยปกติคือต่ำกว่า 25%): บริษัทใช้เงินทุนของเจ้าของเป็นหลัก ซึ่งมักจะถือว่า "ปลอดภัยกว่า" แต่อาจหมายความว่าบริษัทไม่ได้ใช้ประโยชน์จากหนี้สินในการขยายธุรกิจให้เติบโตเร็วเท่าที่ควร

สรุปสั้นๆ: Gearing บอกเราเกี่ยวกับ โครงสร้างเงินทุน (Capital Structure) ยิ่ง Gearing สูง ความเสี่ยงทางการเงินก็ยิ่งสูงตามไปด้วย!


2. อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Cover)

ในขณะที่ Gearing ดูที่ งบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) แต่ Interest Cover จะดูที่ งบกำไรขาดทุน (Income Statement) โดยมันจะบอกเราว่าบริษัทสามารถจ่ายดอกเบี้ยจากกำไรรายปีได้ง่ายแค่ไหน

สูตรการคำนวณ

เราจะดูว่ากำไรครอบคลุมค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้กี่ "เท่า":
\( \text{Interest Cover} = \frac{\text{Profit Before Interest and Tax (PBIT)}}{\text{Interest Expense}} \)

ทำไมต้องใช้ PBIT? เพราะเราใช้กำไร ก่อน หักดอกเบี้ยและภาษี เพื่อดูว่ามี "เงินก้อนรวม" เท่าไรที่จะนำไปจ่ายเจ้าหนี้ ก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาเก็บภาษี

ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน

ลองนึกถึงเงินเดือนของคุณ ถ้าคุณมีเงินเดือน 3,000 ดอลลาร์ และต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เดือนละ 300 ดอลลาร์ เท่ากับว่าคุณมี "Interest Cover" เท่ากับ 10 เท่า ซึ่งถือว่าปลอดภัยมาก! แต่ถ้าดอกเบี้ยของคุณคือ 2,500 ดอลลาร์ ค่าความคุ้มครองก็จะเหลือเพียง 1.2 เท่า หากเงินเดือนลดลงนิดเดียว คุณก็อาจไม่มีเงินจ่ายธนาคารได้

การแปลผลลัพธ์
  • Interest Cover สูง (เช่น 10 เท่า): ปลอดภัยมาก บริษัทมีกำไรมากเกินพอที่จะจ่ายคืนเจ้าหนี้
  • Interest Cover ต่ำ (เช่น ต่ำกว่า 2 หรือ 3 เท่า): อันตราย หากกำไรลดลงเพียงเล็กน้อย บริษัทอาจผิดนัดชำระหนี้ซึ่งนำไปสู่ภาวะล้มละลายได้

เทคนิคช่วยจำ: ให้มอง Interest Cover เป็นเหมือน "ผ้าห่มกันหนาว" ยิ่งตัวเลขสูง ผ้าห่มก็ยิ่งหนา ช่วยปกป้องคุณจากความหนาวเหน็บ (ความล้มเหลวทางการเงิน) ได้ดีขึ้น!


3. ทำไมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงต้องสนใจอัตราส่วนความเสี่ยง

แต่ละคนมองอัตราส่วนเหล่านี้ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน:

1. ผู้ถือหุ้นสามัญ: พวกเขากังวลเรื่อง Gearing สูง เพราะดอกเบี้ยจะต้องถูกจ่าย ก่อน เงินปันผล ถ้าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสูงเกินไป ก็อาจไม่มีกำไรเหลือมาถึงเจ้าของ!

2. เจ้าหนี้ (ธนาคาร): พวกเขาดู Interest Cover เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับชำระดอกเบี้ยตรงเวลา และดู Gearing เพื่อเช็คว่าบริษัทก่อหนี้จนเต็มวงเงินเครดิตไปแล้วหรือยัง

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
  • ใช้ตัวเลขกำไรผิด: สำหรับ Interest Cover ต้องใช้ กำไรจากการดำเนินงาน (PBIT) เท่านั้น ห้ามใช้กำไรขั้นต้นหรือกำไรสุทธิ
  • ลืมคูณ 100: Gearing จะแสดงเป็น เปอร์เซ็นต์ (%) ในขณะที่ Interest Cover จะแสดงเป็น "เท่า" (times)
  • สับสนระหว่างหนี้สินกับส่วนของผู้ถือหุ้น: อย่าลืมว่าส่วนของผู้ถือหุ้นคือเงินของเจ้าของ ส่วนหนี้สินคือเงินของธนาคาร

เช็คลิสต์สรุปบทเรียน

ก่อนจะไปต่อ ตรวจสอบให้มั่นใจว่าคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้:

  • คุณสามารถคำนวณ Gearing โดยใช้วิธี Debt/Equity และ Debt/Total Capital ได้หรือไม่?
  • คุณทราบหรือไม่ว่า เงินทุนที่ใช้ไป (Capital Employed) ก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น + หนี้สินระยะยาว?
  • คุณอธิบายได้ไหมว่าทำไมอัตราส่วน Interest Cover ที่ต่ำถึงเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับธุรกิจ?
  • คุณเข้าใจหรือไม่ว่าการมี Gearing สูง ทำให้บริษัทเปราะบางต่อการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น?

หัวใจสำคัญ: อัตราส่วนความเสี่ยงมีไว้เพื่อดู ความอยู่รอดในระยะยาว โดย Gearing จะมองที่ แหล่งที่มา ของเงินทุน ส่วน Interest Cover จะมองที่ ความสามารถในการจ่ายคืน ของหนี้สินนั้น

หมั่นฝึกฝนการคำนวณบ่อยๆ นะ! ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งมองออกอย่างเป็นธรรมชาติว่าบริษัทไหน "ปลอดภัย" และบริษัทไหน "เสี่ยง" คุณทำได้แน่นอน!