ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนเรื่องการเจรจาต่อรอง!
สวัสดีครับ! ในระหว่างการเดินทางของคุณในวิชา E2: Managing Performance คุณได้เรียนรู้วิธีการเป็นผู้นำและการจัดการคนไปแล้ว แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผลประโยชน์ไม่ตรงกัน? หรือเมื่อคุณจำเป็นต้องหาข้อตกลงกับเพื่อนร่วมงานหรือซัพพลายเออร์? นั่นคือจุดที่ การเจรจาต่อรอง (Negotiation) เข้ามามีบทบาทครับ
การเจรจาต่อรองไม่ใช่เรื่องของการปิดดีลธุรกิจมูลค่ามหาศาลเท่านั้น แต่มันคือเครื่องมือในชีวิตประจำวันที่ใช้ในการบริหารจัดการผลการปฏิบัติงานและทรัพยากร ในบทนี้เราจะมาเจาะลึกวิธีการเจรจาต่อรองอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ทุกคนยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีกำลังใจกันอยู่ ลุยกันเลยครับ!
1. การเจรจาต่อรองคืออะไร?
สรุปง่ายๆ การเจรจาต่อรองคือกระบวนการที่ฝ่ายสองฝ่ายขึ้นไปที่มีความต้องการและเป้าหมายต่างกัน มาทำงานร่วมกันเพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ในบริบทของการ บริหารจัดการผลการปฏิบัติงาน (Managing People Performance) คุณอาจต้องเจรจาเกี่ยวกับกำหนดเวลา (Deadlines) งบประมาณโครงการ หรือแม้แต่เป้าหมายผลการปฏิบัติงานรายบุคคล
คำศัพท์สำคัญที่ควรรู้:
BATNA (Best Alternative to a Negotiated Agreement): นี่คือ "แผนสำรอง" ของคุณ ซึ่งก็คือทางเลือกที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้หากการเจรจาในปัจจุบันล้มเหลว การรู้ BATNA ของตัวเองจะช่วยให้คุณมีอำนาจต่อรอง เพราะมันบอกได้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณควรเดินออกจากโต๊ะเจรจา
ZOPA (Zone of Possible Agreement): นี่คือ "จุดที่ลงตัว" ซึ่งเป็นช่วงราคาหรือข้อตกลงที่ทับซ้อนกันระหว่างทั้งสองฝ่าย หากผู้ซื้อยินดีจ่ายสูงสุดที่ \$100 และผู้ขายยินดีรับราคาต่ำสุดที่ \$80 ช่วง ZOPA ก็คือระหว่าง \$80 ถึง \$100 นั่นเอง
ทบทวนสั้นๆ: หากไม่มีช่วงที่ทับซ้อนกันระหว่างสิ่งที่คุณต้องการกับสิ่งที่อีกฝ่ายให้ได้ แสดงว่าไม่มี ZOPA และดีลนั้นจะไม่เกิดขึ้น!
2. รูปแบบหลักของการเจรจาต่อรอง 2 แบบ
การเข้าใจ "บรรยากาศ" ของการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักตกอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่ง ดังนี้:
A. การต่อรองแบบจัดสรร (Distributive Bargaining - แนวทาง "แพ้-ชนะ")
ลองนึกภาพเหมือนพิซซ่าถาดหนึ่งครับ มันมีพิซซ่าอยู่จำกัด (ทรัพยากรมีเท่าเดิม) ดังนั้นทุกชิ้นที่ผมหยิบไป ก็คือชิ้นที่คุณ จะไม่ได้ แนวทางนี้มักจะเป็นการแข่งขัน
ตัวอย่าง: การต่อรองราคารถมือสอง ทุกๆ ดอลลาร์ที่ผู้ซื้อประหยัดได้ คือดอลลาร์ที่ผู้ขายสูญเสียไป
B. การเจรจาแบบบูรณาการ (Integrative Negotiation - แนวทาง "ชนะ-ชนะ")
แทนที่จะแย่งพิซซ่ากัน เรามาหาวิธีอบพิซซ่าให้ใหญ่ขึ้นหรือเพิ่มหน้าพิซซ่าที่ทุกคนชอบดีกว่า นี่คือการร่วมมือกันและเน้นการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว
ตัวอย่าง: พนักงานต้องการขึ้นเงินเดือน แต่ผู้จัดการไม่มีงบประมาณ ทั้งสองจึงเจรจาโดยเปลี่ยนเป็นการจัดตารางงานที่ยืดหยุ่นขึ้นและปรับตำแหน่งงานให้ดีขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกว่าได้รับ "สิ่งที่คุ้มค่า" กลับไป
ประเด็นสำคัญ: ในการ บริหารจัดการผลการปฏิบัติงาน การเจรจาแบบบูรณาการ (Win-Win) มักจะดีกว่าเสมอ เพราะเป็นการรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างผู้จัดการและทีมงานเอาไว้
3. กระบวนการเจรจาต่อรอง: ทีละขั้นตอน
ถ้ารู้สึกว่าการเจรจาเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่ต้องกังวลนะครับ! การทำตามขั้นตอนที่เป็นระบบจะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก คุณสามารถจำ 4 ขั้นตอนนี้ด้วยตัวย่อ: P.O.B.C.
ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมตัว (ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด!)
ก่อนที่คุณจะไปคุยกับอีกฝ่าย คุณต้องทำการบ้านมาก่อนเสมอ
- กำหนดเป้าหมาย (อะไรคือสิ่งที่คุณ "ต้องได้" กับอะไรคือสิ่งที่ "ถ้าได้ก็ดี")
- ศึกษาความต้องการของอีกฝ่าย
- กำหนด BATNA ของคุณให้ชัดเจน
ขั้นตอนที่ 2: การเปิดฉาก (Opening)
เป็นช่วงที่ทั้งสองฝ่าย "ตั้งหลัก" คุณระบุจุดยืนของคุณ และอีกฝ่ายก็ระบุจุดยืนของเขา
เคล็ดลับ: พยายามรักษาความเป็นมืออาชีพและความใจเย็นเอาไว้ ความประทับใจแรกในการเจรจาสามารถกำหนดทิศทางของการประชุมทั้งหมดได้
ขั้นตอนที่ 3: การต่อรอง (Bargaining)
นี่คือช่วง "การแลกเปลี่ยน" คุณอาจพูดว่า "ผมตกลงจะเร่งกำหนดส่งงานให้ได้ ถ้าคุณช่วยหาผู้ช่วยธุรการมาเสริมให้ผมสักสองสัปดาห์"
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: การยอมให้อะไรบางอย่างไปโดยไม่ขออะไรกลับมาเสมอ ให้ใช้ประโยคที่ว่า "ถ้า... แล้ว..." (If... then...) เสมอ
ขั้นตอนที่ 4: การสรุปและข้อตกลง (Closing and Commitment)
เมื่อบรรลุข้อตกลงแล้ว ให้สรุปให้ชัดเจน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าตกลงจะทำอะไร ถ้าเป็นไปได้ควรจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรทันทีเพื่อป้องกันอาการ "ความจำเสื่อม" ในภายหลัง!
ประเด็นสำคัญ: ความสำเร็จในการเจรจาต่อรองประกอบด้วยการเตรียมตัว 80% และการสนทนา 20%!
4. สไตล์การเจรจาต่อรอง
แต่ละคนมีวิธีเข้าหาการเจรจาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเขาสนใจ ผลลัพธ์ (Outcome) มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับ ความสัมพันธ์ (Relationship)
1. นักแข่งขัน (Competitor): เน้นผลลัพธ์สูง แต่เน้นความสัมพันธ์ต่ำ พวกเขาต้องการ "ชนะ" ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
2. นักร่วมมือ (Collaborator): เน้นทั้งผลลัพธ์และความสัมพันธ์สูง พวกเขาแสวงหาจุดที่ "Win-Win"
3. นักประนีประนอม (Accommodator): เน้นผลลัพธ์ต่ำ แต่เน้นความสัมพันธ์สูง พวกเขายอมง่ายๆ เพื่อรักษาความสงบ
4. นักหลีกเลี่ยง (Avoider): ไม่เน้นทั้งสองอย่าง พวกเขาไม่ชอบความขัดแย้งและพยายามเลี่ยงการเจรจาทุกรูปแบบ
รู้ไหมครับ? ไม่มีสไตล์ไหนที่ "สมบูรณ์แบบ" แต่สำหรับการบริหารผลการปฏิบัติงาน สไตล์ นักร่วมมือ (Collaborator) มักจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับความสำเร็จในระยะยาว
5. ทักษะสำหรับการเจรจาต่อรองที่มีประสิทธิภาพ
เพื่อให้เป็นนักเจรจาที่ยอดเยี่ยมในบริบทการบริหารผลการปฏิบัติงาน คุณต้องมีมากกว่าแค่เสียงที่ดัง แต่คุณต้องมี:
- การฟังเชิงรุก (Active Listening): อย่าแค่รอเวลาที่จะพูด แต่จงฟังเพื่อทำความเข้าใจถึง "เหตุผล" เบื้องหลังข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย
- ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy): การเข้าใจแรงกดดันของอีกฝ่าย (เช่น ข้อจำกัดด้านงบประมาณของเขา) จะช่วยให้คุณหาทางออกที่สร้างสรรค์ได้
- ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence): ใจเย็นๆ หากคุณโกรธ คุณจะสูญเสียความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุมีผล
- ความชัดเจน (Clarity): หลีกเลี่ยงภาษาที่คลุมเครือ ให้ใช้ตัวเลขและวันที่ที่เฉพาะเจาะจง
สรุปและทบทวนสั้นๆ
การเจรจาต่อรองเป็นทักษะสำคัญใน ส่วนที่ B: การบริหารจัดการผลการปฏิบัติงานของคน (Managing People Performance) นี่คือจุดที่ต้องรู้สำหรับการสอบของคุณ:
- Distributive (การต่อรองแบบจัดสรร) = แพ้-ชนะ (เค้กมีเท่าเดิม)
- Integrative (การเจรจาแบบบูรณาการ) = ชนะ-ชนะ (ขยายเค้กให้ใหญ่ขึ้น)
- BATNA คือแผนสำรอง; มันให้พลังอำนาจในการเจรจาแก่คุณ
- ZOPA คือช่วงที่ข้อตกลงสามารถเกิดขึ้นได้
- ใช้กระบวนการ P.O.B.C. (เตรียมตัว, เปิดฉาก, ต่อรอง, สรุป)
- มุ่งเน้นสไตล์การเจรจาแบบ Collaborative (ร่วมมือ) เมื่อต้องบริหารผลการปฏิบัติงานของพนักงานในระยะยาว
คำแนะนำทิ้งท้าย: การเจรจาต่อรองไม่ใช่เรื่องของการเป็นคน "แข็งกร้าว" หรือ "ใจร้าย" แต่มันคือการเป็นนักแก้ปัญหา หมั่นฝึกฝนแนวคิดเหล่านี้ แล้วคุณจะพบว่ามันนำไปปรับใช้ได้ง่ายขึ้นทั้งในการสอบและในการทำงานจริงของคุณครับ!