ยินดีต้อนรับสู่การบริหารความเสี่ยง!
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ส่วนที่นำไปใช้งานได้จริงและสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของการเรียนวิชา P2! ในโลกของการบัญชีบริหารขั้นสูง (Advanced Management Accounting) เราไม่ได้มองแค่ตัวเลขในตาราง Excel เท่านั้น แต่เรามองไปถึงคำว่า "ถ้าหากว่า..." (what ifs) อีกด้วย การบริหารความเสี่ยง (Managing risk) คือการระบุเหตุการณ์ที่อาจสร้างปัญหา และตัดสินใจว่าจะรับมืออย่างไรก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริง
ถ้ารู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นนามธรรมในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ! เมื่ออ่านจบแล้วคุณจะพบว่า การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราทำกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และ กรอบแนวคิด TARA (TARA framework) ก็เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้เรานำสิ่งที่ทำอยู่แล้วมาปรับใช้ในเชิงธุรกิจอย่างเป็นระบบเท่านั้นเอง มาเริ่มกันเลย!
แนวคิดหลัก: ผลกระทบ (Impact) และ โอกาสที่จะเกิด (Likelihood)
ก่อนที่เราจะไปดูตัวกรอบแนวคิด เราต้องเข้าใจ "ไม้บรรทัด" สองตัวที่เราใช้สำหรับวัดความเสี่ยงทุกอย่างก่อน:
1. โอกาสที่จะเกิด (Likelihood): เหตุการณ์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน? (เป็นเหตุการณ์ "ร้อยปีมีครั้ง" หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "ทุกวันอังคาร"?)
2. ผลกระทบ (Impact): หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น จะสร้างความเสียหาย (หรือประโยชน์) มากน้อยเพียงใด? (ต้องเสียเงิน 50 บาท หรือจะถึงขั้นทำให้บริษัทล้มละลายได้เลย?)
การเปรียบเทียบ: ลองจินตนาการว่าคุณกังวลเรื่องตัวเปียกตอนเดินทางไปทำงาน โอกาสที่จะเกิด คือโอกาสที่ฝนจะตก ส่วน ผลกระทบ คือความรู้สึกแย่แค่ไหนถ้าเสื้อผ้าคุณต้องเปียกโชกไปทั้งวัน
ทำความรู้จักกับกรอบแนวคิด TARA
กรอบแนวคิด TARA เป็นวิธีง่ายๆ ในการจำ 4 กลยุทธ์หลักสำหรับการจัดการความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับว่าความเสี่ยงนั้นตั้งอยู่จุดไหนเมื่อพิจารณาจากผลกระทบและโอกาสที่จะเกิด เราจะเลือกใช้หนึ่งในสี่เส้นทางนี้:
1. การโอนความเสี่ยง (Transfer / Share)
กลยุทธ์นี้ใช้สำหรับความเสี่ยงที่มี โอกาสเกิดต่ำ (Low Likelihood) แต่มี ผลกระทบรุนแรง (High Impact) ซึ่งเป็นเหตุการณ์แบบ "หายนะ" ที่นานๆ จะเกิดขึ้นที แต่ถ้าเกิดขึ้นมา บริษัทก็ไม่สามารถแบกรับต้นทุนเองได้ไหว
หลักการทำงาน: คุณส่งต่อภาระทางการเงินของความเสี่ยงนั้นไปให้ผู้อื่น โดยปกติจะต้องมีค่าธรรมเนียมตอบแทน
ตัวอย่างทั่วไป: การทำประกันภัย คุณยอมจ่ายเบี้ยประกันเพื่อให้มั่นใจว่าหากโรงงานไฟไหม้ (ผลกระทบสูง แต่โอกาสเกิดต่ำ) บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้น
2. การหลีกเลี่ยง (Avoid)
กลยุทธ์นี้ใช้สำหรับความเสี่ยงที่มี โอกาสเกิดสูง (High Likelihood) และมี ผลกระทบรุนแรง (High Impact) ซึ่งเรียกได้ว่า "อันตรายเกินไป" ที่จะเข้าไปยุ่ง
หลักการทำงาน: คุณหยุดกิจกรรมนั้นไปเลย หรือเลือกที่จะไม่เริ่มทำตั้งแต่แรก
ตัวอย่างทั่วไป: บริษัทตัดสินใจไม่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในประเทศที่กำลังเกิดสงครามกลางเมือง และมีความเสี่ยงสูงที่รัฐบาลจะยึดทรัพย์สินของเอกชน
3. การลดความเสี่ยง (Reduce / Mitigate)
กลยุทธ์นี้ใช้สำหรับความเสี่ยงที่มี โอกาสเกิดสูง (High Likelihood) แต่มี ผลกระทบต่ำ (Low Impact) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยแต่ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นหายนะ อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้เกิดบ่อยเกินไป มูลค่าความเสียหายรวมก็อาจสูงได้!
หลักการทำงาน: คุณดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น หรือลดความเจ็บปวดหากมันเกิดขึ้นจริง
ตัวอย่างทั่วไป: การปรับปรุงการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยให้แก่พนักงาน เพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ในที่ทำงาน
4. การยอมรับความเสี่ยง (Accept / Retain)
กลยุทธ์นี้ใช้สำหรับความเสี่ยงที่มี โอกาสเกิดต่ำ (Low Likelihood) และมี ผลกระทบต่ำ (Low Impact)
หลักการทำงาน: คุณไม่ต้องทำอะไรเลย ต้นทุนในการจัดการความเสี่ยงอาจจะสูงกว่าความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจริงเสียอีก คุณแค่ "รับมือกับมัน" หากมันเกิดขึ้น
ตัวอย่างทั่วไป: อุปกรณ์เครื่องเขียนในสำนักงาน "หายไปบ้าง" (การลักขโมยเล็กน้อย) เพราะถ้าจ้างยามมาเฝ้าตู้เก็บดินสอ ต้นทุนค่าจ้างยามคงแพงกว่าค่าดินสอที่หายไปแน่ๆ!
ทบทวนด่วน: ตาราง TARA Matrix
โอกาสเกิดต่ำ + ผลกระทบรุนแรง = โอนความเสี่ยง (Transfer)
โอกาสเกิดสูง + ผลกระทบรุนแรง = หลีกเลี่ยง (Avoid)
โอกาสเกิดสูง + ผลกระทบต่ำ = ลดความเสี่ยง (Reduce)
โอกาสเกิดต่ำ + ผลกระทบต่ำ = ยอมรับความเสี่ยง (Accept)
การเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม
การตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ไม่ได้มีกฎตายตัวเสมอไป ฝ่ายบริหารต้องคำนึงถึง ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) ซึ่งก็คือระดับความเสี่ยงที่องค์กรพร้อมจะแบกรับเพื่อแลกกับผลตอบแทนตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
รู้หรือไม่? ความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป! ในการทำธุรกิจ การยอมรับความเสี่ยงมักเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ได้กำไร สิ่งนี้เรียกว่า ความเสี่ยงจากการเก็งกำไร (speculative risk) กรอบแนวคิด TARA จะช่วยให้เราอยู่ใน "โซนปลอดภัย" ในขณะที่เรายังคงเดินหน้าหาผลกำไรต่อไป
ขั้นตอนการตัดสินใจ: ทำอย่างไรดี?
1. ระบุ (Identify): ความเสี่ยงนั้นคืออะไร (เช่น "ซัพพลายเออร์หลักของเราอาจจะล้มละลาย")
2. ประเมิน (Assess): โอกาสเกิดเป็นอย่างไร (เช่น "ดูท่าทางพวกเขาการเงินไม่ค่อยมั่นคง ดังนั้นโอกาสเกิดจึงสูง")
3. ประเมิน (Assess): ผลกระทบเป็นอย่างไร (เช่น "พวกเขาเป็นซัพพลายเออร์เพียงรายเดียวที่เรามี ดังนั้นผลกระทบจึงรุนแรงมาก")
4. เลือก (Select): เลือกการตอบสนองแบบ TARA (กรณีโอกาสสูง/ผลกระทบสูง = หลีกเลี่ยง (Avoid) หรือปรับมาเป็น ลดความเสี่ยง (Reduce) โดยการรีบหาซัพพลายเออร์รายที่สองสำรองไว้)
ข้อควรระวังที่มักผิดพลาด
นักศึกษาหลายคนเสียคะแนนเพราะแยกความแตกต่างระหว่าง การโอน (Transfer) และ การลด (Reduce) ไม่ออก
- การลด (Reduce) คือการเปลี่ยน กระบวนการภายใน (เช่น ติดตั้งเครื่องตรวจจับควันไฟ)
- การโอน (Transfer) คือการส่ง ต้นทุนออกไปข้างนอก (เช่น ซื้อประกันอัคคีภัย)
ความเข้าใจผิดอีกอย่างคือ การคิดว่า การโอนความเสี่ยง (Transfer) จะทำให้ความเสี่ยงหายไป ซึ่งไม่จริง! หากคุณทำประกันไว้แล้วโรงงานไฟไหม้ คุณก็ยังต้องเผชิญกับ "ความวุ่นวาย" จากเหตุไฟไหม้และเวลาการผลิตที่สูญเสียไปอยู่ดี เพียงแต่คุณแค่ได้รับเงินชดเชยคืนมาในภายหลังเท่านั้น
สรุปและประเด็นสำคัญ
ความเข้าใจเรื่องการบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสอบ P2 นี่คือประเด็นที่ "ห้ามลืม":
• TARA ย่อมาจาก Transfer (โอน), Avoid (หลีกเลี่ยง), Reduce (ลด), Accept (ยอมรับ)
• ใช้ ผลกระทบ (Impact) และ โอกาสที่จะเกิด (Likelihood) ในการตัดสินใจว่ากลยุทธ์ใดเหมาะสมที่สุด
• ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) จะเป็นตัวกำหนดว่าบริษัทนั้นจะก้าวร้าวหรือรอบคอบแค่ไหนในการเลือกกลยุทธ์
• ตั้งคำถามเสมอว่า: "ต้นทุนในการจัดการความเสี่ยงนี้ คุ้มค่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือไม่?"
เทคนิคช่วยจำ: ให้คิดว่า TARA เหมือนกับ "สัญญาณไฟจราจร" สำหรับความเสี่ยง มันคอยบอกคุณว่าควรหยุด (หลีกเลี่ยง), ชะลอความเร็ว (ลดความเสี่ยง), จ่ายเงินให้คนอื่นขับรถแทน (โอนความเสี่ยง), หรือแค่ขับต่อไปตามปกติ (ยอมรับความเสี่ยง)!
ไม่ต้องกังวลถ้าเรื่องนี้ดูยากในตอนแรก! แค่หมั่นฝึกฝนกับสถานการณ์จริงต่อไปเรื่อยๆ เวลาเห็นข่าวเกี่ยวกับบริษัทต่างๆ ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูว่า: "ในสถานการณ์นี้ พวกเขากำลังใช้กลยุทธ์ส่วนไหนของ TARA อยู่กันนะ?"