ยินดีต้อนรับสู่โลกของคุณสมบัติของออปชัน (Option Properties)!
สวัสดีครับ! วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง "คุณสมบัติของออปชัน" ซึ่งบทนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของส่วน Financial Markets and Products เลยครับ ให้ลองจินตนาการว่านี่คือการเรียนรู้ "กฎทางฟิสิกส์" สำหรับออปชัน เมื่อคุณเข้าใจกฎเหล่านี้แล้ว—เช่น ทำไมราคา Call Option ถึงไม่ควรต่ำกว่าระดับหนึ่ง หรือราคาหุ้นกับราคาใช้สิทธิ (Strike Price) มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร—คุณจะพบว่าสูตรที่ซับซ้อนกว่านี้ในภายหลังจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นมากครับ ไม่ต้องกังวลหากดูเหมือนมีตัวแปรเยอะเกินไปในตอนแรก เราจะค่อยๆ ย่อยไปทีละตัวครับ
รู้หรือไม่? "กฎ" ส่วนใหญ่ที่เราจะพูดถึงวันนี้มีพื้นฐานมาจากหลักการ การทำกำไรโดยไร้ความเสี่ยง (Arbitrage) ซึ่งเป็นคำสวยหรูที่สื่อว่า ถ้ากฎเหล่านี้ถูกละเมิด เทรดเดอร์จะสามารถ "เสกเงินฟรี" ออกมาได้โดยไม่มีความเสี่ยงเลย ซึ่งในตลาดจริงราคาจะขยับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นครับ!
1. ปัจจัย 6 ประการที่มีผลต่อราคาออปชัน
ก่อนจะไปดูสูตรคำนวณ เรามาดู "วัตถุดิบ" ที่กำหนดว่าคุณต้องจ่ายค่าออปชันแพงแค่ไหนกันก่อนครับ โดยมีปัจจัยหลัก 6 ประการดังนี้:
1. ราคาหุ้น (\(S_0\)): เมื่อราคาหุ้นสูงขึ้น Call (สิทธิในการซื้อ) จะมีมูลค่ามากขึ้น ส่วน Put (สิทธิในการขาย) จะมีมูลค่าน้อยลง
2. ราคาใช้สิทธิ (\(K\)): ยิ่งคุณ ต้อง จ่ายเงินซื้อหุ้นแพงขึ้นเท่าไหร่ (Call) ออปชันนั้นก็ยิ่งมีค่าน้อยลง ในทางกลับกัน ยิ่งคุณ สามารถ ขายหุ้นได้ในราคาที่สูงขึ้นเท่าไหร่ (Put) ออปชันนั้นก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น
3. ระยะเวลาจนถึงวันหมดอายุ (\(T\)): โดยทั่วไป ยิ่งมีเวลามากยิ่งดี เพราะทำให้หุ้นมี "โอกาสขยับตัว" มากขึ้น ซึ่งมักจะทำให้ราคาของทั้ง Call และ Put สูงขึ้น
4. ความผันผวน (\(\sigma\)): นี่คือ "ไม้ตาย" เลยครับ ออปชันชอบความผันผวน! เพราะในเมื่อผลขาดทุนของคุณจำกัดอยู่แค่ค่าพรีเมียมที่จ่ายไป แต่ผลกำไรนั้นไม่จำกัด ยิ่งมีความผันผวนสูง ก็ยิ่งมีโอกาสได้กำไรก้อนโต ดังนั้นความผันผวนที่สูงขึ้นจะทำให้ราคาของทั้ง Call และ Put เพิ่มขึ้น ครับ
5. อัตราดอกเบี้ยปราศจากความเสี่ยง (\(r\)): เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ราคา Call มักจะเพิ่มขึ้นและราคา Put จะลดลง ลองคิดแบบนี้ครับ: การซื้อ Call เหมือนกับการซื้อหุ้นแบบ "ผ่อนชำระ"—คุณจ่ายเงินทีหลัง คุณจึงประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยไปได้
6. เงินปันผล (\(D\)): เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผล ราคาหุ้นจะลดลง ซึ่งนี่เป็น ผลเสียต่อ Call และ ผลดีต่อ Put ครับ
ตารางสรุปโดยย่อ:
- ตัวแปรที่เพิ่มขึ้น -> ผลต่อ Call | ผลต่อ Put
- ราคาหุ้น (\(S_0\)) -> ขึ้น | ลง
- ราคาใช้สิทธิ (\(K\)) -> ลง | ขึ้น
- ระยะเวลา (\(T\)) -> ขึ้น | ขึ้น (โดยทั่วไป)
- ความผันผวน (\(\sigma\)) -> ขึ้น | ขึ้น
- อัตราดอกเบี้ย (\(r\)) -> ขึ้น | ลง
- เงินปันผล (\(D\)) -> ลง | ขึ้น
ประเด็นสำคัญ: ความผันผวนเป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้ราคาของทั้ง Call และ Put เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน (คือเพิ่มขึ้นทั้งคู่!)
2. ขอบเขตบนและขอบเขตล่างของราคาออปชัน
ออปชันมี "เส้นกั้นพรมแดน" อยู่ครับ ถ้าราคาหลุดออกนอกกรอบนี้ไป นักเก็งกำไรจะเข้ามาทำกำไรทันที
ขอบเขตบน (Upper Bounds)
- Calls: Call Option จะไม่มีทางมีมูลค่ามากกว่าตัวหุ้นเอง ทำไมน่ะหรือ? เพราะมันเป็นเพียง สิทธิ ในการซื้อหุ้น คุณคงไม่จ่ายเงิน \( \$110 \) เพื่อซื้อสิทธิในการซื้อของที่ราคาตลาดแค่ \( \$100 \) หรอกจริงไหมครับ
สูตร: \( c \leq S_0 \) และ \( C \leq S_0 \)
- Puts: Put Option จะไม่มีทางมีมูลค่ามากกว่าราคาใช้สิทธิ (\(K\)) สิ่งที่ดีที่สุดที่เจ้าของ Put หวังได้คือบริษัทล้มละลายจนหุ้นเหลือมูลค่าศูนย์ ทำให้เขาขายหุ้นที่ไร้ค่าได้ในราคา \(K\)
สูตร: \( p \leq Ke^{-rT} \) (European) และ \( P \leq K \) (American)
ขอบเขตล่าง (Lower Bounds - สำหรับ European Options)
European Call จะมีมูลค่าน้อยกว่าราคาหุ้นหักด้วยมูลค่าปัจจุบันของราคาใช้สิทธิไม่ได้ (หรือเป็นศูนย์ แล้วแต่ว่าค่าไหนมากกว่ากัน)
- Call Lower Bound: \( c \geq \max(S_0 - Ke^{-rT}, 0) \)
- Put Lower Bound: \( p \geq \max(Ke^{-rT} - S_0, 0) \)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: คือการลืมทำลดทอนค่า (Discount) ราคาใช้สิทธิ (\(K\)) สำหรับ European Options อย่าลืมว่า European Options ใช้สิทธิได้เฉพาะวันหมดอายุเท่านั้น ดังนั้นเราต้องใช้ มูลค่าปัจจุบัน (Present Value) (\(e^{-rT}\)) เสมอครับ
ประเด็นสำคัญ: หากราคาออปชันลดลงต่ำกว่าขอบเขตล่างนี้ แสดงว่ามัน "ถูกเกินไป" และคุณสามารถทำกำไรโดยไร้ความเสี่ยงได้ด้วยการซื้อออปชันนั้นพร้อมกับเปิดสถานะ Short/Long ในหุ้นอ้างอิงครับ
3. Put-Call Parity (สำหรับ European Options)
นี่คือหนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดใน FRM เลยครับ! มันแสดงความสัมพันธ์ที่แน่นอนระหว่างราคาของ European Call และ European Put ที่มีราคาใช้สิทธิและวันหมดอายุเดียวกัน
สูตร: \( c + Ke^{-rT} = p + S_0 \)
เดี๋ยวครับ มันหมายความว่าอะไร?
ลองจินตนาการถึงสองพอร์ตโฟลิโอ:
- พอร์ตโฟลิโอ A (Fiduciary Call): คือ Call Option บวกกับเงินสดจำนวนหนึ่งที่เพียงพอสำหรับจ่ายราคาใช้สิทธิในอนาคต
- พอร์ตโฟลิโอ B (Protective Put): คือ Put Option บวกกับหุ้นหนึ่งหุ้น
เมื่อถึงวันหมดอายุ ทั้งสองพอร์ต จะมีมูลค่าเท่ากันเป๊ะ: คือได้เป็นมูลค่าหุ้น (ถ้าหุ้นราคาขึ้นสูง) หรือเป็นราคาใช้สิทธิ (ถ้าหุ้นราคาตกต่ำ) ในเมื่อผลลัพธ์สุดท้ายเท่ากัน วันนี้มันก็ ต้อง มีต้นทุนเท่ากันครับ!
การเปรียบเทียบ: ถ้ากล่องของขวัญสองกล่องบรรจุของเล่นราคา \( \$100 \) ชิ้นเดียวกันเป๊ะ ทั้งสองกล่องก็ต้องขายในราคาเดียวกัน ไม่ว่ากล่องจะห่อมาแบบไหนก็ตาม
เทคนิคการจำ: ถ้าโจทย์ถามหา "Synthetic Call" ก็แค่จัดรูปสมการใหม่เป็น: \( c = p + S_0 - Ke^{-rT} \)
ประเด็นสำคัญ: Put-Call Parity ใช้ได้กับ European options เท่านั้น สำหรับ American options เราต้องใช้เครื่องหมายอสมการแทนเนื่องจากฟีเจอร์การใช้สิทธิก่อนกำหนดครับ
4. การใช้สิทธิก่อนกำหนด (Early Exercise): American Options
American Options ให้สิทธิคุณใช้สิทธิเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คุณควรทำไหม? ส่วนใหญ่แล้วคำตอบคือ "ไม่ควร" ครับ
American Calls บนหุ้นที่ไม่มีเงินปันผล
คุณ ไม่ควร ใช้สิทธิ American Call ก่อนกำหนดหากหุ้นไม่จ่ายเงินปันผล ทำไมล่ะ? เพราะการใช้สิทธิก่อนกำหนดเท่ากับคุณทิ้ง "มูลค่าทางเวลา (Time Value)" ของออปชันไป และคุณต้องจ่ายเงินสดออกไปเร็วเกินความจำเป็น การขายออปชันต่อให้คนอื่นย่อมดีกว่าการใช้สิทธิก่อนเสมอครับ
กฎ: \( C = c \) (มูลค่า American Call เท่ากับ European Call หากไม่มีเงินปันผล)
American Puts
ต่างจาก Call ตรงที่บางครั้งการใช้สิทธิ American Put ก่อนกำหนด อาจจะ ดีกว่า หากบริษัทใกล้ล้มละลายและราคาหุ้นเข้าใกล้ศูนย์ ก็ไม่มีพื้นที่ให้หุ้นตกได้อีกต่อไป การใช้สิทธิทันทีทำให้คุณได้รับเงินสด (\(K\)) มาถือไว้ และเริ่มนำไปรับดอกเบี้ยได้ทันที
กฎ: \( P > p \) (American Puts มักจะมีมูลค่าสูงกว่า European Puts)
ไม่ต้องตกใจถ้าดูซับซ้อน: แค่จำไว้ว่า: Calls ชอบรอ (เก็บเงินสดไว้ในธนาคารดีกว่า); Puts อาจอยากใช้สิทธิก่อน (เอาเงินสดมาฝากธนาคารดีกว่า)
ประเด็นสำคัญ: เงินปันผลเป็นเหตุผลเดียวที่คุณอาจเลือกใช้สิทธิ American Call ก่อนกำหนด (เพื่อรับเงินปันผลก่อนที่ราคาหุ้นจะตกลง)
5. ผลกระทบของเงินปันผล
เงินปันผลเปรียบเสมือน "รูรั่ว" ของราคาหุ้น เมื่อมีการจ่ายเงินปันผล ราคาหุ้นจะลดลงประมาณเท่ากับจำนวนปันผลนั้น ซึ่งส่งผลต่อขอบเขตราคาและ Put-Call Parity ของเราครับ
เราแทนเงินปันผลด้วย มูลค่าปัจจุบันของเงินปันผล (D) ตลอดช่วงอายุของออปชัน เราเพียงแค่หักค่านี้ออกจากราคาหุ้นในสูตรของเรา:
- Adjusted Call Bound: \( c \geq S_0 - D - Ke^{-rT} \)
- Adjusted Put-Call Parity: \( c + D + Ke^{-rT} = p + S_0 \)
ตารางทบทวนฉบับย่อ:
1. ความผันผวน (Volatility) ทำให้ราคาออปชันทุกชนิดเพิ่มขึ้น
2. Call Upper Bound: คือราคาหุ้น
3. Put Upper Bound: คือราคาใช้สิทธิ
4. Put-Call Parity: \( c + Ke^{-rT} = p + S_0 \)
5. Early Exercise: ไม่ควรทำกับ American Call (ถ้าไม่มีปันผล) แต่เป็นไปได้สำหรับ American Put
ยินดีด้วยครับ! คุณเพิ่งพิชิตคุณสมบัติพื้นฐานของออปชันไปแล้ว แนวคิดเหล่านี้คือ "การตรวจสอบตรรกะ" ที่คุณจะได้ใช้ตลอดเส้นทางการเรียน FRM ฝึกฝนการจัดรูปสมการ Put-Call Parity บ่อยๆ แล้วคุณจะเก่งขึ้นแน่นอนครับ!