ยินดีต้อนรับสู่พื้นฐานด้านการตลาด!
สวัสดีว่าที่นักบัญชีมืออาชีพทุกคน! ยินดีต้อนรับเข้าสู่บทเรียนที่น่าสนใจและนำไปใช้ได้จริงที่สุดบทหนึ่งในการศึกษาวิชาบริหารธุรกิจ หลายคนอาจเข้าใจว่าการตลาดมีแค่เรื่อง "การขาย" หรือ "การโฆษณา" เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก ในบทนี้ เราจะมาเรียนรู้กันว่าธุรกิจต่างๆ ค้นหาความต้องการของผู้คนได้อย่างไร และส่งมอบสิ่งที่พวกเขาต้องการไปให้ได้อย่างไร การเข้าใจแนวคิดเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะแม้แต่นักบัญชีที่เก่งที่สุด ก็ยังจำเป็นต้องเข้าใจว่าบริษัทของตนเองหรือลูกค้าสร้างมูลค่าและดึงดูดลูกค้าได้อย่างไร
ถ้ารู้สึกว่าเนื้อหาดูยากในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ! เราจะค่อยๆ ไปทีละขั้นตอน โดยใช้ตัวอย่างในชีวิตประจำวันเพื่อให้ทุกคนเข้าใจได้อย่างชัดเจนที่สุด
1. แนวคิดหลัก: ความจำเป็น (Needs), ความต้องการ (Wants) และอุปสงค์ (Demands)
ก่อนที่บริษัทจะขายอะไรได้ บริษัทต้องเข้าใจลูกค้าก่อน โดยเราจะแบ่งความปรารถนาของลูกค้าออกเป็น 3 ระดับดังนี้:
ความจำเป็น (Needs): คือสิ่งที่เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ขาดไม่ได้ถ้าจะให้มีชีวิตอยู่รอด ตัวอย่างเช่น อาหาร, น้ำ, ที่อยู่อาศัย และความปลอดภัย
ความต้องการ (Wants): คือความจำเป็นที่ถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมและบุคลิกภาพเฉพาะตัว คุณจำเป็นต้องกินอาหาร แต่คุณต้องการกินติ่มซำหรือเบอร์เกอร์ ตัวอย่างเช่น คนในฮ่องกงอาจอยากกินบะหมี่เกี๊ยวสักชามเมื่อรู้สึกหิว
อุปสงค์ (Demands): คือความต้องการที่มาพร้อมกับกำลังซื้อ มีหลายคนที่อยากได้รถเฟอร์รารี่หรูๆ แต่มีเพียงคนที่จ่ายไหวเท่านั้นที่สร้าง "อุปสงค์" ให้กับสินค้านั้นได้
ทบทวนสั้นๆ: การตลาดเริ่มต้นจากความจำเป็น (Need) ของมนุษย์ พัฒนาไปเป็นความต้องการ (Want) ที่เฉพาะเจาะจง และจะประสบความสำเร็จเมื่อลูกค้ามีเงินเพียงพอที่จะสร้างเป็นอุปสงค์ (Demand)
2. วิวัฒนาการของการตลาด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วิธีที่ธุรกิจเข้าหาตลาดนั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คุณอาจมองสิ่งนี้ว่าเป็น "บุคลิก" ของบริษัทก็ได้
1. มุ่งเน้นการผลิต (The Production Orientation): บริษัทประเภทนี้เน้นประสิทธิภาพและการผลิตจำนวนมาก พวกเขาเชื่อว่าผู้บริโภคชอบสินค้าที่ราคาถูกและหาซื้อง่าย เปรียบเทียบง่ายๆ: ร้านขายอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ทำลูกชิ้นปลาแบบเดียว ขายถูกๆ และทำเสร็จไวมาก
2. มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ (The Product Orientation): บริษัทประเภทนี้เน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ "ดีที่สุด" และใส่ฟีเจอร์เยอะที่สุด พวกเขาเชื่อว่าคุณภาพคือทุกสิ่ง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: บางครั้งบริษัทเหล่านี้ลืมสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ แล้วไปโฟกัสแค่ฟีเจอร์ที่ดู "เท่" (เราเรียกอาการนี้ว่า Marketing Myopia หรือ สายตาสั้นทางการตลาด)
3. มุ่งเน้นการขาย (The Selling Orientation): บริษัทประเภทนี้เน้นการขายและการโปรโมทแบบรุกหนัก พวกเขาเชื่อว่าลูกค้าจะไม่ซื้อสินค้าจนกว่าจะถูก "กระตุ้น" ตัวอย่างเช่น พนักงานขายประกันที่เคาะประตูบ้าน หรือการพยายามคะยั้นคะยอให้สมัครสมาชิกยิม
4. มุ่งเน้นการตลาด (The Marketing Orientation): นี่คือแนวคิด "ลูกค้าต้องมาก่อน" บริษัทจะค้นหาว่าลูกค้าต้องการอะไรก่อน จากนั้นจึงสร้างผลิตภัณฑ์มาเพื่อตอบโจทย์นั้นให้ดีกว่าคู่แข่ง นี่คือมาตรฐานในยุคปัจจุบัน
5. มุ่งเน้นการตลาดเพื่อสังคม (The Societal Marketing Orientation): นี่ก้าวไปอีกขั้น คือคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า ผลกำไรของบริษัท และความผาสุกในระยะยาวของสังคม ตัวอย่างเช่น บริษัทที่เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดขยะพลาสติกในฮ่องกง
ประเด็นสำคัญ: การตลาดสมัยใหม่คือเรื่องของ "การรับรู้และตอบสนอง" ต่อลูกค้า ไม่ใช่แค่ "บอกและขาย" ให้พวกเขา
3. ส่วนประสมทางการตลาด: 4Ps
เมื่อบริษัทเข้าใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว ก็ต้องมี "สูตรลับ" แห่งความสำเร็จ สูตรนี้เรียกว่า ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix) หรือ 4Ps ให้คิดซะว่านี่คือ 4 ปุ่มที่ผู้บริหารสามารถกดเพื่อกระตุ้นยอดขายได้
1. Product (ผลิตภัณฑ์): คือสิ่งที่บริษัทเสนอให้ลูกค้า รวมถึงตัวสินค้า บรรจุภัณฑ์ ชื่อแบรนด์ และบริการหลังการขาย คำถามชวนคิด: สินค้านี้ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง?
2. Price (ราคา): คือจำนวนเงินที่ลูกค้าต้องจ่าย นี่เป็นส่วนเดียวใน 4Ps ที่สร้างรายได้ (ส่วนที่เหลือมีแต่ค่าใช้จ่ายทั้งนั้น!) ตัวอย่างเช่น ราคานี้สะท้อนถึงความ "หรูหรา" หรือ "ความคุ้มค่าเงิน" กันแน่?
3. Place (ช่องทางการจัดจำหน่าย): หรือการกระจายสินค้า คือการส่งสินค้าไปให้ถึงที่ที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ ตัวอย่างเช่น การขายผ่านหน้าร้านในย่านเซ็นทรัล, ร้านค้าออนไลน์ หรือตู้หยอดเหรียญที่สถานี MTR
4. Promotion (การส่งเสริมการตลาด): คือวิธีที่บริษัทสื่อสารกับลูกค้า ได้แก่ การโฆษณา, สื่อโซเชียลมีเดีย, ส่วนลด และการประชาสัมพันธ์ เป้าหมาย: เพื่อให้ลูกค้ารู้จักสินค้าและโน้มน้าวให้พวกเขาตัดสินใจซื้อ
เทคนิคจำง่ายๆ: แค่จำ 4Ps – Product, Price, Place, Promotion ทั้งหมดต้องทำงานสอดประสานกัน คุณคงไม่ขายแหวนเพชรหรู (Product) ในราคาสูง (Price) บนตลาดนัดข้างทาง (Place) พร้อมกับแจกใบปลิว "ซื้อ 1 แถม 1" (Promotion) หรอกใช่ไหมล่ะ!
4. ส่วนประสมทางการตลาดเพิ่มเติม: 7Ps (สำหรับงานบริการ)
ถ้าคุณกำลังขายบริการ (เช่น งานบัญชี, ธนาคาร หรือการตัดผม) แทนที่จะเป็นสินค้าที่จับต้องได้ 4Ps อาจยังไม่พอ เพราะบริการมีความ "ไม่มีตัวตน" (จับต้องไม่ได้) เราจึงต้องเพิ่มอีก 3 Ps เข้าไป:
5. People (บุคลากร): เนื่องจากบริการมักถูกส่งมอบโดยมนุษย์ ทัศนคติและทักษะของพนักงานจึงสำคัญมาก ตัวอย่างเช่น นักบัญชีที่ไร้มารยาทจะเสียลูกค้าไปแน่นอน ต่อให้เก่งเลขแค่ไหนก็ตาม!
6. Process (กระบวนการ): คือ "ขั้นตอน" การให้บริการ รอนานไหม? ระบบจองคิวง่ายหรือเปล่า? ตัวอย่างเช่น ขั้นตอนทีละสเต็ปในการเปิดบัญชีธนาคารในฮ่องกง
7. Physical Evidence (ลักษณะทางกายภาพ): เนื่องจากบริการมองไม่เห็น ลูกค้าจึงมองหา "สัญญาณ" ที่บอกว่ามันมีคุณภาพ ตัวอย่างเช่น ออฟฟิศที่สะอาด ดูทันสมัย จะทำให้สำนักงานกฎหมายดูเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือมากขึ้น
รู้หรือไม่? เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของฮ่องกงเป็นระบบบริการ ดังนั้น 7Ps จึงมีความสำคัญและนำไปใช้ได้จริงมากกว่า 4Ps พื้นฐาน!
5. การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM)
การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายครั้งแรก แต่คือการรักษาลูกค้าไว้ตลอดไป นี่คือหน้าที่ของ การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management หรือ CRM)
CRM คือกระบวนการสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าให้เกิดกำไร โดยการส่งมอบคุณค่าและความพึงพอใจที่เหนือกว่า การหาลูกค้าใหม่นั้นใช้ต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิมไว้มาก
ทำไมต้องโฟกัสที่ CRM?
1. เพิ่มความภักดีของลูกค้า
2. ลูกค้าจะใช้จ่ายมากขึ้นตลอด "ช่วงชีวิต" ที่อยู่กับแบรนด์
3. ลูกค้าที่มีความสุขจะช่วยบอกต่อเพื่อนฝูง (Word of Mouth)
เคล็ดลับเล็กๆ: ลองนึกถึงบัตรสะสมแต้มหรือแอปพลิเคชันของร้านกาแฟที่คุณชอบดูสิ นั่นแหละคือ CRM รูปแบบพื้นฐานเลย!
สรุปคำศัพท์สำคัญที่ควรจำ
Marketing Myopia: อาการสายตาสั้นทางการตลาด คือการโฟกัสแค่ที่ตัวผลิตภัณฑ์มากเกินไปจนลืมความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
Target Market: กลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มที่บริษัทต้องการขายสินค้าให้
Value Proposition: คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า คือชุดของประโยชน์หรือคุณค่าที่แบรนด์สัญญาว่าจะมอบให้ลูกค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา
ไม่ต้องกังวลถ้าคำเหล่านี้ดูเป็นทางการเกินไป แค่จำหัวใจสำคัญไว้ว่า: การตลาดคือการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า เพื่อที่บริษัทจะได้รับคุณค่าตอบแทนกลับมานั่นเอง
ยินดีด้วย! คุณเรียนจบพื้นฐานการตลาดแล้ว! ในบทถัดไป เราจะมาดูกันว่าบริษัทต่างๆ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจทางการตลาดเหล่านี้