ยินดีต้อนรับสู่การประเมินโครงการลงทุน (Capital Project Evaluation)!
ในบทนี้ เราจะมาสำรวจกันว่าธุรกิจต่างๆ ตัดสินใจเลือกโครงการใหญ่ๆ ที่คุ้มค่ากับเวลาและเงินลงทุนได้อย่างไร ลองจินตนาการว่าคุณได้รับเงิน 10,000 ปอนด์เพื่อเลือกลงทุนระหว่างร้านกาแฟหรือธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี คุณจะตัดสินใจอย่างไร? ในโลกของ CB1 เรามีเครื่องมือทางคณิตศาสตร์เฉพาะทางเพื่อใช้หาคำตอบนี้ ถ้ารู้สึกว่ามันยากในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ เราจะค่อยๆ เจาะลึกไปทีละวิธีกัน!
1. พื้นฐานที่ควรรู้: กระแสเงินสด (Cash Flow) กับ กำไร (Profit)
ก่อนที่เราจะเริ่มใช้วิธีการต่างๆ จำไว้ว่ามีกฎเหล็กข้อหนึ่งในการประเมินโครงการ คือ "เงินสดคือพระเจ้า" (Cash is King) วิธีการส่วนใหญ่ที่เราจะเรียนกันนี้เน้นไปที่ กระแสเงินสดสุทธิ (Net Cash Flows) หรือเงินสดที่ไหลเข้าและออกจากธุรกิจจริงๆ มากกว่ากำไรทางบัญชี นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่สามารถเอา "กำไรค้างรับ" ไปจ่ายบิลได้ คุณต้องการเงินสดจริงๆ ในธนาคารต่างหาก!
ทบทวนสั้นๆ: กระแสเงินสดสุทธิ = เงินสดรับ - เงินสดจ่าย
2. ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period - PBP)
ระยะเวลาคืนทุน (PBP) เป็นวิธีที่เรียบง่ายที่สุด โดยตั้งคำถามเพียงข้อเดียวว่า "ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะได้เงินลงทุนเริ่มแรกคืน?"
วิธีการคำนวณ:
เพียงแค่นำกระแสเงินสดรับในแต่ละปีมารวมกันจนกว่าจะได้เท่ากับเงินลงทุนเริ่มแรก
ตัวอย่าง: คุณลงทุนไป 100 ปอนด์ในวันนี้ และได้รับเงินคืน 50 ปอนด์ในปีที่ 1 และ 50 ปอนด์ในปีที่ 2 ดังนั้น PBP ของคุณคือ 2 ปี
กฎการตัดสินใจ:
รับโครงการนั้นหากระยะเวลาคืนทุน น้อยกว่า เป้าหมายที่บริษัทกำหนดไว้
ข้อดีและข้อเสีย:
+ ข้อดี: เข้าใจง่ายมาก และเน้นเรื่อง สภาพคล่อง (Liquidity) (ได้เงินคืนไว)
- ข้อเสีย: ไม่คำนึงถึง มูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money) และที่สำคัญคือ ไม่สนใจกระแสเงินสดที่เกิดขึ้น หลังจาก คืนทุนแล้ว ถ้าโครงการทำเงินได้ 1 ล้านปอนด์ในปีที่ 10 วิธี PBP จะไม่สนใจเลย!
เทคนิคช่วยจำ: ให้จำว่า PBP คือ "ความอดทน" (Patience)—คุณต้องมีความอดทนรอเท่าไหร่กว่าจะเริ่มกลับมาเป็นกำไร?
3. ระยะเวลาคืนทุนแบบคิดลด (Discounted Payback Period - DPBP)
วิธีนี้เป็นเวอร์ชัน "อัปเกรด" ของ PBP โดยแก้ปัญหาเรื่องมูลค่าเงินตามเวลาด้วยการ คิดลด (Discount) กระแสเงินสดให้เป็นมูลค่าปัจจุบันก่อนจะนำมารวมกัน
ขั้นตอนการทำ:
1. จดรายการกระแสเงินสดรายปี
2. คิดลดกระแสเงินสดแต่ละปีให้เป็น มูลค่าปัจจุบัน (Present Value - PV) โดยใช้อัตราผลตอบแทนที่ต้องการของบริษัท
3. นำค่า PV มารวมสะสมกันจนกว่าจะเท่ากับเงินลงทุนเริ่มแรก
ประเด็นสำคัญ: ค่า DPBP จะ นานกว่า PBP เสมอ เพราะเงินในอนาคตมีค่าน้อยกว่าเงินในปัจจุบัน
4. มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value - NPV)
NPV ถือเป็น "มาตรฐานทองคำ" ในการประเมินโครงการ ซึ่งบอกเราว่ามูลค่ารวมที่โครงการจะเพิ่มให้แก่บริษัทในรูปแบบของ เงินมูลค่าปัจจุบัน คือเท่าไหร่
สูตรการคำนวณ:
\( NPV = \sum_{t=1}^{n} \frac{C_t}{(1+r)^t} - I \)
โดยที่:
\( C_t \) = กระแสเงินสด ณ เวลา \( t \)
\( r \) = อัตราคิดลด (ต้นทุนของเงินทุน)
\( I \) = เงินลงทุนเริ่มแรก
กฎการตัดสินใจ:
หาก NPV > 0: รับโครงการ (โครงการช่วยเพิ่มมูลค่า)
หาก NPV < 0: ปฏิเสธโครงการ (โครงการทำลายมูลค่า)
หาก NPV = 0: ไม่มีความแตกต่าง (เท่าทุนพอดี)
การเปรียบเทียบให้เห็นภาพ:
ลองจินตนาการว่ามีคนเสนอเงินให้คุณ 110 ปอนด์ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า หากคุณให้เขา 100 ปอนด์วันนี้ ถ้าอัตราดอกเบี้ยธนาคารอยู่ที่ 10% เงิน 110 ปอนด์นั้นก็มีค่าแค่ 100 ปอนด์ในวันนี้ ดังนั้น NPV ของคุณคือ 0 แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยธนาคารเหลือเพียง 5% ข้อเสนอนี้จะดีขึ้นมากและ NPV ของคุณจะเป็นบวก!
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง: ห้ามใช้กำไรทางบัญชีในการคำนวณ NPV เด็ดขาด ต้องใช้กระแสเงินสดเท่านั้น!
5. อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return - IRR)
IRR คือ "จุดคุ้มทุน" ของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งก็คืออัตราคิดลดที่ทำให้ NPV ของโครงการมีค่าเท่ากับ ศูนย์ พอดี
กฎการตัดสินใจ:
รับโครงการหาก IRR สูงกว่าต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital)
ตัวอย่าง: ถ้า IRR ของโครงการอยู่ที่ 15% และคุณมีต้นทุนในการกู้ยืมเงินมาลงทุนที่ 10% เท่ากับว่าคุณได้ "กำไร" ส่วนต่างที่ 5%
วิธีการหาค่า (การประมาณค่า - Interpolation):
เนื่องจากสูตร IRR คำนวณโดยตรงได้ยาก เราจึงมักหาค่า NPV ที่เป็นบวกหนึ่งค่าและเป็นลบหนึ่งค่า จากนั้นใช้สูตรนี้:
\( IRR \approx L + \frac{NPV_L}{NPV_L - NPV_H} \times (H - L) \)
โดยที่ \( L \) คืออัตราคิดลดที่ต่ำกว่า และ \( H \) คืออัตราคิดลดที่สูงกว่า
รู้หรือไม่? โครงการบางโครงการอาจมี IRR หลายค่า หากกระแสเงินสดมีการเปลี่ยนจากบวกเป็นลบมากกว่าหนึ่งครั้ง นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ NPV ได้รับการยอมรับว่าเชื่อถือได้มากกว่า IRR
6. อัตราผลตอบแทนทางบัญชี (Accounting Rate of Return - ARR)
ต่างจากวิธีอื่นตรงที่ ARR ใช้ กำไรทางบัญชี แทนกระแสเงินสด โดยแสดงค่าเป็นกำไรเฉลี่ยต่อปีเทียบกับเงินลงทุนเป็นร้อยละ
สูตรการคำนวณ:
\( ARR = \frac{\text{กำไรทางบัญชีเฉลี่ยต่อปี}}{\text{เงินลงทุนเฉลี่ย}} \times 100\% \)
หมายเหตุ: เงินลงทุนเฉลี่ย (Average Investment) มักคำนวณได้จาก \( \frac{\text{เงินจ่ายเริ่มแรก} + \text{มูลค่าซาก}}{2} \)
ประเด็นสำคัญ:
ARR เป็นที่นิยมในหมู่ผู้จัดการเพราะมันเชื่อมโยงกับงบการเงินที่ประกาศออกมา แต่เหล่านักคณิตศาสตร์ประกันภัยไม่ค่อยชอบนักเพราะมัน ละเลยจังหวะเวลาของการเกิดกระแสเงินสด
7. สรุปเปรียบเทียบ: วิธีไหนดีที่สุด?
เมื่อเปรียบเทียบโครงการ คุณอาจพบว่า NPV และ IRR ให้ลำดับความสำคัญต่างกัน ในกรณีเหล่านี้ NPV ถือเป็นวิธีที่แนะนำให้ใช้เสมอ เพราะวัดมูลค่าความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจริงของผู้ถือหุ้น
ตารางสรุปแบบรวดเร็ว:
1. PBP: ดีสำหรับสภาพคล่อง แต่ละเลยมูลค่าเงินตามเวลา
2. NPV: ดีที่สุดสำหรับการเพิ่มความมั่งคั่ง ใช้กระแสเงินสดเป็นหลัก
3. IRR: เข้าใจง่ายในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ แต่อาจทำให้เข้าใจผิดได้
4. ARR: ใช้กำไรในการคำนวณ ละเลยจังหวะเวลาเงินสด เหมาะสำหรับผู้จัดการที่ไม่ได้เน้นการเงินจ๋า
อย่าเพิ่งรู้สึกท้อนะ! วิธีที่ดีที่สุดที่จะเชี่ยวชาญคือการลองฝึกคำนวณดูสักข้อ เมื่อเห็นภาพว่าตัวเลขวิ่งไปมาอย่างไร ตรรกะต่างๆ จะกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณแน่นอน คุณทำได้อยู่แล้ว!
ยินดีต้อนรับสู่หัวใจสำคัญของการประเมินโครงการ!
สวัสดีครับ! ยินดีต้อนรับสู่หนึ่งในบทที่สำคัญและนำไปใช้งานจริงได้มากที่สุดในการเดินทางสาย CB1 ของคุณ ในบทก่อนหน้านี้ คุณอาจได้เรียนรู้วิธีการประเมินมูลค่าธุรกิจหรือโครงการมาบ้างแล้ว แต่เคยสงสัยไหมว่าตัวเลขที่เรานำมาใช้คำนวณนั้นมาจากไหน? นั่นคือสิ่งที่เรากำลังจะมาเจาะลึกกันในวันนี้ครับ
การประมาณการกระแสเงินสด (Cash flow) เปรียบเสมือนการเป็นนักสืบ คุณต้องมองไปที่โครงการแล้วตัดสินใจว่า รายการเงินเข้าและออกรายการไหนบ้างที่ "นับได้" จริงๆ ถ้าคุณทำถูกต้อง การคำนวณ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value - NPV) ของคุณก็จะแม่นยำ แต่ถ้าพลาดไป คุณอาจจะเผลอแนะนำให้ลงทุนในโครงการที่ขาดทุนได้เลยนะ!
ถ้าช่วงแรกมันดูเป็นวิชาการไปหน่อย ไม่ต้องกังวลนะครับ เราจะค่อยๆ ย่อยให้เข้าใจง่าย ทีละขั้นตอน พร้อมตัวอย่างที่เห็นภาพได้จริงครับ
1. กฎทองคำข้อสำคัญ: หลักการส่วนเพิ่ม (The Incremental Principle)
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ หลักการส่วนเพิ่ม (Incremental Principle) เวลาประเมินโครงการ เราสนใจแค่ การเปลี่ยนแปลง ของกระแสเงินสดที่เกิดขึ้น โดยเป็นผลมาจากการตัดสินใจทำโครงการนี้เท่านั้น
ให้ลองถามตัวเองว่า: "ถ้าฉันไม่ทำโครงการนี้ กระแสเงินสดนี้จะยังเกิดขึ้นไหม?"
- ถ้าคำตอบคือ ใช่ ให้ตัดทิ้งไปเลย ไม่ต้องนำมาคิด
- ถ้าคำตอบคือ ไม่ แสดงว่าต้องนำมาคำนวณด้วย
ต้นทุนจม (Sunk Costs - ปล่อยวางเสียเถิด)
ต้นทุนจม (Sunk Cost) คือเงินที่จ่ายไปแล้วและไม่สามารถเรียกคืนมาได้ ไม่ว่าโครงการจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ก็ตาม
ตัวอย่าง: คุณจ่ายเงิน 10,000 ดอลลาร์ไปเมื่อปีที่แล้วเพื่อทำผลการศึกษาความเป็นไปได้ของร้านน้ำผลไม้ ไม่ว่าวันนี้คุณจะเปิดร้านหรือไม่ เงิน 10,000 ดอลลาร์นั้นก็หายไปแล้ว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: นักศึกษามักพยายามนำต้นทุนจมมาคิดเพื่อ "เอาทุนคืน" แต่ใน CB1 เราจะเมินมันทิ้งไปเลยครับ! เรามองไปข้างหน้า ไม่มองย้อนกลับหลัง
ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Costs - ถนนสายที่ไม่ได้เลือก)
ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) คือมูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดถัดไปที่คุณต้องเสียไปเพื่อเลือกทำโครงการนี้ แม้จะไม่มีเงินสดออกจากกระเป๋าคุณจริงๆ ในวันนี้ แต่มันคือต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงนะ
ตัวอย่าง: ถ้าคุณใช้โกดังที่คุณมีอยู่แล้วมาทำโครงการใหม่ คุณก็จะไม่สามารถปล่อยเช่าโกดังนั้นให้คนอื่นได้ ค่าเช่าที่เสียไปนั้นถือเป็นกระแสเงินสด จ่ายออก (Outflow) ของโครงการนี้ครับ
ผลกระทบข้างเคียงและผลกระทบภายนอก (Side Effects and Externalities)
บางครั้งโครงการใหม่ก็ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเดิมที่คุณมีอยู่ ซึ่งเรามักเรียกสิ่งนี้ว่า การแย่งตลาดกันเอง (Cannibalization) หรือ การกัดเซาะยอดขาย (Erosion)
ตัวอย่าง: หาก Apple ออก iPhone รุ่นใหม่ ยอดขาย iPhone รุ่นเก่าอาจตกลง เราต้องนำยอดขายที่หายไปนั้นมาหักออกจากกระแสเงินสดของโครงการใหม่ด้วยครับ
สรุปสั้นๆ: นับเฉพาะกระแสเงินสดที่เป็น ส่วนเพิ่ม (Incremental) เท่านั้น, ตัด ต้นทุนจม (Sunk Costs) ทิ้งไป, และนำ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Costs) กับ ผลกระทบข้างเคียง (Side Effects) มารวมคำนวณด้วย
2. การจัดการกับเงินเฟ้อ (Inflation)
เงินเฟ้อคือการที่ราคาสินค้าทั่วไปสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ในวิชา CB1 คุณต้องระมัดระวังเรื่องความสอดคล้องให้มากครับ โดยมีสองวิธีในการจัดการ:
1. วิธี Nominal (Nominal Approach): ใช้ "กระแสเงินสดตามราคาตลาด (Nominal Cash Flows)" (คือจำนวนเงินจริงๆ ที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต รวมเงินเฟ้อแล้ว) และใช้ "อัตราคิดลดแบบ Nominal" ในการคำนวณ
2. วิธี Real (Real Approach): ใช้ "กระแสเงินสดที่แท้จริง (Real Cash Flows)" (ปรับเป็นค่าเงินปัจจุบัน) และใช้ "อัตราคิดลดแบบ Real" ในการคำนวณ
กฎทองคำแห่งความสอดคล้อง: ห้ามนำมาผสมกันเด็ดขาด!
- กระแสเงินสด Nominal + อัตราคิดลด Nominal = ถูกต้อง
- กระแสเงินสด Real + อัตราคิดลด Real = ถูกต้อง
- กระแสเงินสด Nominal + อัตราคิดลด Real = หายนะ!
สมการฟิชเชอร์ (The Fisher Equation)
คุณสามารถแปลงระหว่างอัตราดอกเบี้ย Real และ Nominal ได้ด้วยสูตรนี้:
\( (1 + i) = (1 + r) \times (1 + h) \)
โดยที่:
\( i \) = อัตราดอกเบี้ย Nominal
\( r \) = อัตราดอกเบี้ย Real
\( h \) = อัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์
เทคนิคจำ: ให้จำว่า Nominal คือ "แค่ชื่อ (ตัวเลขบนธนบัตร)" ส่วน Real คือ "พลังที่แท้จริง (สิ่งที่เงินนั้นซื้อได้จริงๆ)"
3. ภาษีและค่าเผื่อทางภาษี (Taxation and Capital Allowances)
ภาษีคือกระแสเงินสดจ่ายออกที่เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมักให้ "ส่วนลด" ทางภาษีแก่ธุรกิจเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในเครื่องจักร ซึ่งทำได้ผ่าน ค่าเผื่อทางภาษี (Capital Allowances) (บางครั้งเรียกว่าค่าเสื่อมราคาทางภาษี)
โล่ภาษี (The Tax Shield)
ตัวค่าเสื่อมราคาเอง ไม่ใช่ กระแสเงินสด (เป็นเพียงการลงบัญชี) แต่เนื่องจากค่าเสื่อมราคาช่วยลดกำไรที่ต้องเสียภาษี คุณจึงจ่ายภาษีน้อยลง เงินส่วนที่ประหยัดได้นี้เรียกว่า โล่ภาษี (Tax Shield)
ผลกระทบต่อกระแสเงินสดจากค่าเผื่อทางภาษีคือ:
\( เงินภาษีที่ประหยัดได้ = ค่าเผื่อทางภาษี \times อัตราภาษี \)
จังหวะเวลาในการจ่ายภาษี (Tax Timing)
ในข้อสอบหลายข้อ ภาษีอาจไม่ได้จ่ายในปีเดียวกับที่กำไรเกิดขึ้น แต่อาจเลื่อนไปจ่ายในปีถัดไป
ตัวอย่าง: หากโครงการทำกำไรได้ในปีที่ 1 กระแสเงินสดจ่ายออกภาษีอาจไปเกิดในปีที่ 2 ดังนั้นต้องอ่านโจทย์ให้ดีว่าภาษีจ่าย "ในปีเดียวกัน" หรือ "จ่ายย้อนหลัง (in arrears)"
ประเด็นสำคัญ: ค่าเสื่อมราคาไม่ใช่กระแสเงินสด แต่ เงินภาษีที่ประหยัดได้ จากค่าเสื่อมราคานั้นเป็นกระแสเงินสดครับ
4. เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital)
เมื่อเริ่มโครงการ คุณมักต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งไปจมอยู่กับ เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) (เช่น การซื้อสินค้าคงคลัง หรือเงินสดในมือ) ซึ่งถือเป็นกระแสเงินสดจ่ายออก ณ จุดเริ่มต้น ของโครงการ
เมื่อโครงการเติบโต คุณอาจต้องการ เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น (กระแสเงินสดจ่ายออกเพิ่ม) และเมื่อถึง สิ้นสุด โครงการ โดยปกติคุณจะได้รับเงินทุนหมุนเวียนนั้นกลับคืนมา (กระแสเงินสดรับเข้า) เนื่องจากคุณได้ขายสินค้าคงคลังชิ้นสุดท้ายและเรียกเก็บเงินก้อนสุดท้ายครบถ้วนแล้ว
สรุปตาราง: เคล็ดลับเงินทุนหมุนเวียน
- การลงทุนเริ่มแรก = เงินจ่ายออก (ปีที่ 0)
- เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น = เงินจ่ายออก
- เงินทุนหมุนเวียนลดลง = เงินรับเข้า
- การได้รับคืนตอนจบโครงการ = เงินรับเข้า (ปกติคือปีสุดท้าย)
5. ขั้นตอนการประมาณการกระแสเงินสดของโครงการ
เวลาเจอโจทย์ยากๆ ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อให้งานของคุณเป็นระบบครับ:
1. ระบุเงินลงทุนเริ่มแรก: รวมต้นทุนสินทรัพย์ ค่าขนส่ง และค่าติดตั้ง บวกกับเงินทุนหมุนเวียนเริ่มแรกด้วย
2. พยากรณ์กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน:
- คำนวณรายได้ (ราคา x ปริมาณ)
- หักต้นทุนการดำเนินงาน (ทั้งผันแปรและคงที่)
- หมายเหตุ: ห้ามหักดอกเบี้ยจ่ายในส่วนนี้! ดอกเบี้ยถูกนำไปคิดในอัตราคิดลดแล้ว
3. คำนวณภาษี: ใช้อัตราภาษีกับกำไรจากการดำเนินงาน อย่าลืมหักค่าเผื่อทางภาษี (Capital Allowances) ก่อนเพื่อให้ได้ยอดเงินที่ต้องเสียภาษีจริงๆ
4. ระบุกระแสเงินสดตอนจบโครงการ: ในตอนท้ายโครงการ ให้บวกมูลค่าซาก (Salvage Value) ของเครื่องจักร และการได้รับเงินทุนหมุนเวียนคืนกลับมาด้วย
6. ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
ไม่ต้องกังวลถ้าช่วงแรกมันจะดูงงๆ นักศึกษาส่วนใหญ่ก็พลาดจุดเหล่านี้กันทั้งนั้นครับ! ลองระวังดูนะ:
- การรวมดอกเบี้ยจ่าย: ในการประเมินโครงการ เราใช้อัตราคิดลด (เช่น WACC) เพื่อรวมต้นทุนทางการเงินอยู่แล้ว ถ้าคุณนำดอกเบี้ยไปหักเป็นกระแสเงินสด แล้วยังไปใช้ตัวคิดลดอีก จะกลายเป็นการนับต้นทุนซ้ำซ้อนนะครับ
- ลืมมูลค่าสุดท้าย (Terminal Value): นักศึกษาหลายคนลืม "เก็บงาน" ตอนจบโครงการด้วยการบวกมูลค่าซากและการได้รับคืนเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้ามา
- คำนวณโล่ภาษีผิด: จำไว้ว่าคุณจะได้เงินภาษีที่ประหยัดได้เฉพาะจากค่าเสื่อมที่ อนุญาตให้หักได้ เท่านั้น ไม่ใช่จากราคาสินทรัพย์ทั้งหมดในคราวเดียว (ยกเว้นกรณีได้รับสิทธิ์หักค่าเสื่อมเต็มจำนวนในปีแรก)
สรุปส่งท้าย
- กระแสเงินสดต้องเป็นส่วนเพิ่ม (Incremental) เท่านั้น
- ต้นทุนจม (Sunk costs) ตัดทิ้งไป ส่วนต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity costs) ต้องรวมเข้ามา
- ความสอดคล้องของเงินเฟ้อสำคัญมาก (Nominal vs. Real)
- เงินทุนหมุนเวียน ลงทุนตอนเริ่ม และได้รับคืนตอนจบ
- ภาษีคือกระแสเงินสด และค่าเผื่อทางภาษีคือโล่ภาษีที่ประหยัดเงินได้
คุณทำได้แน่นอน! ลองฝึกทำตารางกระแสเงินสด (ปี 0, ปี 1, ปี 2...) เพื่อให้การทำงานของคุณเป็นระเบียบและตรวจสอบง่ายนะครับ!