บทเรียน: ภาษาพูด ภาษาเขียน และระดับภาษา

สวัสดีน้องๆ ทุกคนครับ! เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเวลาเราคุยกับเพื่อนเราถึงใช้คำแบบหนึ่ง แต่พอต้องออกไปพูดหน้าเสาธงหรือเขียนรายงานส่งคุณครู เรากลับต้องใช้คำอีกแบบหนึ่ง? นั่นเป็นเพราะภาษาไทยของเรามีความละเอียดอ่อนและมีการแบ่ง "ระดับ" เพื่อให้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลนั่นเองครับ

ในบทนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีการเลือกใช้ภาษาให้ "เป๊ะ" และ "ปัง" ไม่ว่าจะใช้พูดหรือใช้เขียน ถ้ารู้สึกว่ายากในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ เพราะจริงๆ แล้วเราใช้สิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เพียงแค่ต้องมาจัดระเบียบให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเองครับ!

---

1. ภาษาพูด และ ภาษาเขียน

ก่อนอื่นเรามาแยกความแตกต่างระหว่างภาษาพูดและภาษาเขียนกันก่อนครับ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่น้องๆ ชั้น ม.1 ต้องรู้เลยนะ

ภาษาพูด (Spoken Language)

คือภาษาที่เราใช้สื่อสารกันด้วยปาก มีลักษณะเป็นกันเอง เน้นความรวดเร็วและความเข้าใจในขณะนั้น
- ลักษณะ: มักมีคำลงท้าย (ครับ, ค่ะ, นะ, อือฮึ), มีคำแสลง, คำย่อ หรือการกร่อนเสียง เช่น "ไปไหนมา" อาจเหลือแค่ "ไปไหน๊"
- ตัวอย่าง: "วันนี้กินไรดีอ่ะ?", "ยังไงก็บอกด้วยนะ"

ภาษาเขียน (Written Language)

คือภาษาที่ใช้สื่อสารผ่านตัวอักษร มีความเป็นระเบียบ ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และมีความสละสลวย
- ลักษณะ: ไม่ใช้คำลงท้ายที่เป็นภาษาปาก ไม่ใช้คำอุทานฟุ่มเฟือย เลือกใช้คำที่สื่อความหมายชัดเจนและสุภาพ
- ตัวอย่าง: "วันนี้จะรับประทานอาหารชนิดใด?", "โปรดแจ้งให้ทราบอย่างไรก็ตาม"

ตารางเปรียบเทียบคำที่พบบ่อย

- ภาษาพูด: เยอะแยะ / ภาษาเขียน: จำนวนมาก
- ภาษาพูด: หมอ / ภาษาเขียน: แพทย์
- ภาษาพูด: รถเมล์ / ภาษาเขียน: รถโดยสารประจำทาง
- ภาษาพูด: ทำไม / ภาษาเขียน: เพราะเหตุใด

รู้หรือไม่?

ภาษาพูดบางคำหากนำไปเขียนในงานเขียนเชิงวิชาการจะถือว่าไม่สุภาพหรือไม่เหมาะสม ดังนั้นก่อนเขียนรายงานทุกครั้ง อย่าลืมเช็กดูว่าเราเผลอใช้ "ภาษาปาก" ลงไปหรือเปล่านะครับ

---

2. ระดับภาษา (Language Levels)

เมื่อน้องๆ ขึ้นมาถึงชั้น ม.3 เราจะลงลึกไปอีกขั้นด้วยการแบ่งระดับภาษา ซึ่งหลักสูตรกำหนดไว้ 3 ระดับหลักๆ ดังนี้ครับ:

1. ระดับทางการ (Formal)

ใช้ในสถานการณ์ที่เป็นพิธีรีตองหรืองานเป็นการทางมากๆ
- สถานที่ใช้: การกล่าวเปิดงานสำคัญ, หนังสือราชการ, บทความวิชาการ, รายงานการศึกษาค้นคว้า
- ลักษณะ: ใช้คำศัพท์ที่ถูกต้องตามพจนานุกรมทุกคำ เรียบเรียงประโยคสมบูรณ์ ไม่มีความรู้สึกส่วนตัวปนอยู่
- ตัวอย่าง: "คณะผู้บริหารมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานในวันนี้"

2. ระดับกึ่งทางการ (Semi-formal)

ลดความเกร็งลงมานิดหน่อย แต่ยังคงความสุภาพอยู่
- สถานที่ใช้: การประชุมกลุ่มย่อย, การบรรยายในห้องเรียน, บทความในนิตยสาร, การส่งอีเมลติดต่องาน
- ลักษณะ: สื่อสารเข้าใจง่าย ชัดเจน แต่ยังไม่มีคำคะนองหรือคำที่เป็นกันเองจนเกินไป
- ตัวอย่าง: "ขอเชิญทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อนี้ได้เลยครับ"

3. ระดับไม่เป็นทางการ (Informal)

หรือที่เรียกว่า "ระดับกันเอง" หรือ "ภาษาปาก"
- สถานที่ใช้: คุยกับเพื่อนสนิท, คนในครอบครัว, เขียนไดอารี่ส่วนตัว
- ลักษณะ: ใช้คำแสลงได้ คำตัด หรือคำเฉพาะกลุ่มที่เข้าใจกันเอง
- ตัวอย่าง: "เฮ้ย! เย็นนี้ไปเดินห้างกันป่ะ?"

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

น้องๆ มักจะสับสนระหว่าง ระดับกึ่งทางการ กับ ระดับไม่เป็นทางการ จำง่ายๆ ว่า ถ้าเราต้องพูดกับ "ผู้ใหญ่" หรือ "คนไม่สนิท" แม้จะเป็นเรื่องทั่วไป เราควรใช้ระดับ กึ่งทางการ ไว้ก่อนเพื่อความสุภาพครับ

---

3. ปัจจัยที่ทำให้ระดับภาษาเปลี่ยนไป

เราจะรู้ได้ยังไงว่าต้องใช้ระดับไหน? ให้พิจารณาจาก 4 ปัจจัยนี้ครับ:

1. สัมพันธภาพของบุคคล: สนิทมากใช้ระดับไม่เป็นทางการ สนิทน้อยหรือเป็นผู้ใหญ่ใช้ระดับทางการ/กึ่งทางการ
2. กาลเทศะ (สถานที่และเวลา): ในห้องเรียนกับในสนามบอลย่อมใช้ภาษาต่างกัน
3. เนื้อหาของสาร: เรื่องวิชาการต้องใช้ภาษาทางการ เรื่องตลกขำขันใช้ภาษาไม่เป็นทางการได้
4. สื่อที่ใช้: การคุยโทรศัพท์ (พูด) มักจะมีความเป็นกันเองมากกว่าการเขียนจดหมาย (เขียน)

---

ทบทวนประเด็นสำคัญ

1. ภาษาพูด เน้นความสะดวก สื่อสารง่ายในชีวิตประจำวัน ภาษาเขียน เน้นความถูกต้องและเป็นแบบแผน
2. ระดับทางการ ใช้กับงานพิธีการหรือเอกสารสำคัญ
3. ระดับกึ่งทางการ ใช้สื่อสารทั่วไปที่ยังต้องการความสุภาพ
4. ระดับไม่เป็นทางการ ใช้กับคนใกล้ชิดและสถานการณ์ส่วนตัว
5. การเลือกใช้ระดับภาษา ต้องดู "บุคคล สถานที่ และโอกาส" ให้เหมาะสมเสมอ

หมายเหตุ: สำหรับรายละเอียดเรื่อง "คำราชาศัพท์" และ "คำต่างประเทศ" น้องๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทเรียนถัดไปในหมวดหลักการใช้ภาษาไทยนะครับ