ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนเรื่อง Yield และ Yield Spread!
ยินดีต้อนรับว่าที่ Charterholder ทุกคน! วันนี้เราจะมาเจาะลึกหนึ่งในหัวข้อที่สำคัญที่สุดของวิชาตราสารหนี้ (Fixed Income) นั่นคือ Yield และ Yield Spreads ให้ลองจินตนาการว่า "Yield" ก็คืออัตราการเต้นของหัวใจของตราสารหนี้ มันบอกเราว่าเรากำลังได้รับ "ชีวิต" (ผลตอบแทน) มากแค่ไหนจากการลงทุน ส่วน "Spreads" ก็เปรียบเสมือนการเปรียบเทียบอัตราการเต้นของหัวใจของคุณกับนักกีฬามืออาชีพ มันบอกให้เรารู้ว่าเราได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่สำหรับการแบกรับความเสี่ยงที่มากกว่าตราสารหนี้รัฐบาลที่ "ปลอดภัย"
ถ้ารู้สึกยากในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ เราจะค่อยๆ ย่อยเนื้อหาไปทีละขั้นตอนด้วยตรรกะง่ายๆ และตัวอย่างจากเหตุการณ์จริงครับ
1. Yield-to-Maturity (YTM): "มาตรฐานทองคำ" ของผลตอบแทน
Yield-to-Maturity (YTM) คือวิธีที่นิยมที่สุดในการอ้างถึงผลตอบแทนของตราสารหนี้ มันคืออัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return - IRR) ของกระแสเงินสดทั้งหมดจากตราสารหนี้ พูดง่ายๆ คือมันคือผลตอบแทนต่อปีที่คุณจะได้รับ หาก คุณถือตราสารหนี้นั้นจนครบกำหนดอายุและนำคูปองที่ได้ไปลงทุนต่อ (reinvest) ในอัตราผลตอบแทนเดียวกันนั้นตลอดระยะเวลา
วิธีคำนวณ YTM
ในการหาค่า YTM เราจะใช้สูตรการคำนวณราคาตราสารหนี้ โดยราคาของตราสารหนี้ (\(PV\)) คือผลรวมของมูลค่าปัจจุบันของเงินคูปองทั้งหมด (\(PMT\)) และมูลค่าที่ตราไว้เมื่อครบกำหนด (\(FV\)):
\(PV = \frac{PMT}{(1+r)^1} + \frac{PMT}{(1+r)^2} + ... + \frac{PMT + FV}{(1+r)^n}\)
โดยที่ \(r\) คือ YTM ในแต่ละงวด
สมมติฐานสำคัญของ YTM
เพื่อให้คุณได้รับผลตอบแทนเท่ากับ YTM จริงๆ ต้องมีสองสิ่งที่เกิดขึ้น:
1. ผู้ออกตราสารหนี้ต้องจ่ายเงินทั้งหมดตรงเวลา (ไม่ผิดนัดชำระหนี้)
2. คุณต้องสามารถ นำเงินคูปองไปลงทุนต่อ (reinvest) ได้ในอัตราเดียวกับ YTM ตลอดระยะเวลา
ทบทวนสั้นๆ: ถ้าราคาของตราสารหนี้พุ่งสูงขึ้น ค่า YTM ของมันจะลดลง เพราะทั้งสองอย่างนี้มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม (Inverse Relationship) ให้คิดภาพเหมือนไม้กระดก (Seesaw) ก็ได้ครับ!
2. ประเภทและรูปแบบของ Yield
ไม่ใช่ว่า Yield ทุกตัวจะคำนวณเหมือนกัน ในหลักสูตร CFA มี "ข้อตกลง" (Conventions) บางอย่างที่คุณต้องทราบ:
Street Convention vs. True Yield
Street Convention: วิธีนี้จะละเลยวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยสมมติว่าเงินทุกงวดจะจ่ายตรงตามกำหนดการเสมอ แม้ว่าวันนั้นจะเป็นวันอาทิตย์ที่ธนาคารปิดทำการก็ตาม
True Yield: วิธีนี้จะคำนึงถึงความเป็นจริงว่าถ้าวันจ่ายเงินตรงกับวันหยุด คุณจะยังไม่ได้รับเงินจนกว่าจะถึงวันจันทร์ ด้วยความล่าช้านี้เองที่ทำให้ True Yield มักจะต่ำกว่า Street Convention เล็กน้อย
Current Yield
นี่คือตัวชี้วัดแบบ "เร็วและง่าย" มันดูแค่เงินคูปองต่อปีเมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันเท่านั้น มัน ละเลย กำไรหรือขาดทุนจากส่วนต่างราคา (Capital gain/loss) และมูลค่าของเงินตามเวลา (Time value of money)
\(Current \ Yield = \frac{\text{เงินคูปองที่ได้รับต่อปี}}{\text{ราคาตลาดปัจจุบันของตราสารหนี้}}\)
Yield to Call (YTC)
ตราสารหนี้บางประเภทเป็นแบบ "Callable" หมายความว่าผู้ออกตราสารหนี้มีสิทธิ์เรียกไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด หากมีแนวโน้มว่าตราสารหนี้จะถูกเรียกคืน นักลงทุนจะหันไปดู Yield to Call แทน YTM โดยคำนวณเหมือน YTM แต่จะใช้ วันที่ถูกเรียกไถ่ถอน (Call date) เป็นวันครบกำหนดแทน และใช้ ราคาไถ่ถอน (Call price) แทนมูลค่าหน้าตั๋ว
ประเด็นสำคัญ: Yield to Worst (YTW) คือค่าที่ต่ำที่สุดจาก Yield ทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ (ระหว่าง YTM และ YTC ทั้งหลาย) ซึ่งถือเป็นการประมาณการผลตอบแทนแบบ "อนุรักษ์นิยม" (ปลอดภัยที่สุด) สำหรับคุณ
3. Matrix Pricing: การประเมินราคาตราสารหนี้ที่ขาดสภาพคล่อง
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าตราสารหนี้ไม่มีการซื้อขายบ่อย? เราจะดูราคาตลาดไม่ได้ เราจึงต้องใช้ Matrix Pricing ซึ่งเป็นชื่อเรียกเก๋ๆ ของการ "ประเมินค่าโดยอ้างอิงจากตราสารหนี้ตัวอื่นที่คล้ายคลึงกัน"
ขั้นตอนการทำ Matrix Pricing:
1. หาค่า Yield ของตราสารหนี้ที่มีการซื้อขายอยู่ ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) และอายุคงเหลือใกล้เคียงกัน
2. ใช้การ ประมาณการแบบเส้นตรง (Linear interpolation) เพื่อหาค่า Yield ที่เหมาะสมสำหรับอายุที่เราต้องการ
3. ตัวอย่างเช่น: ถ้าตราสารหนี้อายุ 2 ปี มี Yield 4% และตราสารหนี้อายุ 4 ปี มี Yield 6% เราก็ประมาณการได้ว่าตราสารหนี้อายุ 3 ปี ควรจะมี Yield ประมาณ 5% (ตรงกลางพอดี!)
รู้หรือไม่? Matrix pricing ยังถูกนำไปใช้ประเมินค่า Spread สำหรับตราสารหนี้รุ่นใหม่ที่ยังไม่มีราคาในตลาดอีกด้วย
4. ผลตอบแทนในตลาดเงิน (Money Market Yields)
ตราสารในตลาดเงิน (เช่น T-bills) เป็นตราสารระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) จึงใช้วิธีการคำนวณที่ต่างจากตราสารหนี้ระยะยาว โดยมี 2 ประเภทหลัก:
Discount Basis (DR)
ใช้สำหรับ T-bills โดยที่ "ดอกเบี้ย" คือส่วนต่างระหว่างราคาที่คุณจ่ายกับมูลค่าหน้าตั๋ว โดยใช้พื้นฐาน 1 ปีมี 360 วัน และใช้ มูลค่าหน้าตั๋ว (Face value) เป็นตัวหาร
\(r_{BD} = \frac{D}{F} \times \frac{360}{t}\)
โดยที่ \(D\) = ส่วนลดที่เป็นตัวเงิน, \(F\) = มูลค่าหน้าตั๋ว, และ \(t\) = จำนวนวันจนถึงวันครบกำหนด
Add-on Yield (AOR)
ใช้สำหรับเงินฝากประจำธนาคาร (CDs) และอัตราดอกเบี้ยประเภท Libor โดยใช้ ราคาที่ซื้อ (Purchase price) เป็นตัวหาร
\(r_{AOR} = \frac{D}{P} \times \frac{360}{t}\)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ลืมดูว่าโจทย์กำหนดให้ใช้จำนวนวันแบบไหน อย่าลืมสังเกตว่าคำถามถามถึงปีแบบ 360 วัน หรือ 365 วันนะครับ!
5. Yield Spreads: การวัดความเสี่ยง
"Spread" คือส่วนต่างระหว่าง Yield ของตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยง กับตราสารหนี้ที่เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (โดยปกติคือตราสารหนี้รัฐบาลที่ "ไร้ความเสี่ยง")
G-Spread และ I-Spread
G-Spread: ตัว "G" ย่อมาจาก Government คือส่วนต่างระหว่าง Yield ของตราสารหนี้กับ ตราสารหนี้รัฐบาล ที่มีอายุเท่ากัน
I-Spread: ตัว "I" ย่อมาจาก Interbank (หรือ Interpolated) คือส่วนต่างระหว่าง Yield ของตราสารหนี้กับ อัตราดอกเบี้ย Swap (อัตราที่ธนาคารกู้ยืมระหว่างกัน)
Z-Spread (Zero-Volatility Spread)
Z-spread จะมีความซับซ้อนขึ้นอีกระดับ แทนที่จะใช้ตัวเปรียบเทียบแค่ค่าเดียว แต่จะใช้ทั้ง เส้นอัตราผลตอบแทน (Spot rate curve) ทั้งเส้น มันคือค่า Spread คงที่ที่คุณบวกเข้าไปใน Spot rate ทุกจุด เพื่อให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดทั้งหมดของตราสารหนี้เท่ากับราคาตลาดปัจจุบัน
Option-Adjusted Spread (OAS)
ค่านี้สำคัญมากสำหรับตราสารหนี้ที่มี "สิทธิ์แฝง" (เช่น Callable bond)
OAS = Z-spread - มูลค่าของออปชั่น (ในหน่วย Basis points)
ลองคิดดูว่า: ถ้าตราสารหนี้มีสิทธิ์เรียกไถ่ถอนคืน ผู้ออกตราสารหนี้มี "สิทธิ์" บางอย่างที่เป็นผลเสียต่อคุณ ซึ่งในค่า Z-spread จะรวมผลตอบแทนชดเชยสำหรับ "ผลเสีย" นั้นไว้ด้วย ถ้าเราหักลบมูลค่าของสิทธิ์นั้นออกไป สิ่งที่เหลืออยู่คือ OAS ซึ่งสะท้อนเฉพาะความเสี่ยงด้านเครดิตและสภาพคล่องอย่างแท้จริง
เทคนิคช่วยจำ: OAS คือ Spread Oเดียวที่กำจัด "สัญญาณรบกวน" (Noise) ของออปชั่นออกไป เพื่อให้คุณเห็นความเสี่ยงด้านเครดิตที่แท้จริง
ตารางสรุป: ทบทวน Spread แบบรวดเร็ว
G-Spread: ส่วนต่างเมื่อเทียบกับตราสารหนี้รัฐบาล
I-Spread: ส่วนต่างเมื่อเทียบกับอัตรา Swap
Z-Spread: ส่วนต่างคงที่เมื่อเทียบกับ Spot Curve ทั้งเส้น
OAS: Z-Spread หักลบด้วยมูลค่าของสิทธิ์แฝง (Embedded option)
กำลังใจส่งท้าย
คุณผ่านมาถึงจุดนี้ได้ แสดงว่าเข้าใจพื้นฐานของ Yield และ Spread แล้ว! ถ้าบทเรียนเรื่องสูตรคำนวณดูหนักหนา ก็แค่จำไว้ว่า: Yield คือผลตอบแทน และ Spread คือสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากการแบกรับความเสี่ยง ฝึกฝนโจทย์เรื่อง Money Market Yield บ่อยๆ นะครับ เพราะเป็นหัวข้อที่ออกสอบบ่อยมาก คุณทำได้แน่นอน!