ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนบัญชีกลุ่ม: บริษัทร่วม (Associates) และกิจการร่วมค้า (Joint Ventures)!

ในการเรียนที่ผ่านมา คุณคงได้เรียนรู้เกี่ยวกับ บริษัทย่อย (Subsidiaries) ซึ่งเป็นกรณีที่บริษัทใหญ่มี "อำนาจควบคุม" (ปกติคือถือหุ้นเกิน 50%) แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าบริษัทหนึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่ออีกบริษัทหนึ่ง แต่ไม่ได้ถึงขั้นเป็นคนบงการสั่งการทั้งหมด?

นั่นคือจุดที่ บริษัทร่วม (Associates) และ กิจการร่วมค้า (Joint Ventures) เข้ามามีบทบาท ลองคิดแบบนี้ดูนะ: ถ้าบริษัทย่อยเปรียบเหมือน "ลูก" ที่คุณต้อง "ดูแลและควบคุม" บริษัทร่วมก็เปรียบเหมือน "หุ้นส่วนธุรกิจ" ที่คุณทำหน้าที่ "ให้คำแนะนำ" (มีอิทธิพล) นั่นเอง ในบทนี้ เราจะมาเรียนรู้วิธีการแสดงรายการความสัมพันธ์เหล่านี้ในงบการเงินรวมโดยใช้วิธีที่เรียกว่า วิธีส่วนได้เสีย (Equity Accounting)


1. บริษัทร่วม (Associate) คืออะไร?

บริษัทร่วม คือกิจการที่ผู้ลงทุนมี อิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ (Significant Influence) ซึ่งถือเป็น "จุดกึ่งกลาง" ของการลงทุน คุณไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้นที่อยู่เฉยๆ แต่คุณก็ไม่ใช่ "เจ้านาย" ของเขาด้วย

เราจะระบุ "อิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ" ได้อย่างไร?

ตามมาตรฐาน IAS 28 โดยทั่วไปเราจะถือว่ามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญถ้าผู้ลงทุนถือหุ้น ระหว่าง 20% ถึง 50% ของสิทธิออกเสียง

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียว! ไม่ต้องกังวลหากตัวเลขไม่ได้อยู่ในช่วงนั้นพอดี เพราะอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญสามารถพิสูจน์ได้จาก:

  • การมีตัวแทนใน คณะกรรมการบริษัท (มีที่นั่งในบอร์ด)
  • การมีส่วนร่วมใน กระบวนการกำหนดนโยบาย (ช่วยตัดสินใจเรื่องเงินปันผลหรือกลยุทธ์ต่างๆ)
  • รายการระหว่างกันที่เป็นสาระสำคัญ (ซื้อขายสินค้าปริมาณมากระหว่างกัน)
  • การแลกเปลี่ยน บุคลากรระดับบริหาร
  • การให้ ข้อมูลทางเทคนิคที่สำคัญ

ทบทวนสั้นๆ:
- 0% ถึง 20%: การลงทุนทั่วไป (สินทรัพย์ทางการเงิน)
- 20% ถึง 50%: บริษัทร่วม (มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ)
- 50% ถึง 100%: บริษัทย่อย (มีอำนาจควบคุม)


2. วิธีส่วนได้เสีย (The Equity Method) หรือ "วิธีบรรทัดเดียว"

เมื่อจัดการกับบริษัทย่อย เราใช้การ "รวมงบการเงินแบบเต็มรูปแบบ" (จับทุกบรรทัดมารวมกัน) แต่สำหรับบริษัทร่วม เราจะใช้ วิธีส่วนได้เสีย (Equity Method)

กฎเหล็ก: เราจะ ไม่ นำสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทร่วมมาบวกเพิ่มในงบการเงินรวมแบบรายบรรทัด แต่เราจะแสดงมูลค่าเงินลงทุนเป็น บรรทัดเดียว ในงบแสดงฐานะการเงิน และ บรรทัดเดียว ในงบกำไรขาดทุน

ในงบแสดงฐานะการเงินรวม (CSOFP)

เราจะคำนวณมูลค่าเงินลงทุนโดยใช้สูตรมาตรฐานนี้:

\( \text{ราคาทุนของเงินลงทุน (Cost)} \)

\( + \text{ส่วนแบ่งกำไรสะสมหลังวันซื้อหุ้น (Post-acquisition retained earnings) ตามสัดส่วนที่ถือ} \)

\( - \text{ส่วนแบ่งผลขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment losses) ตามสัดส่วนที่ถือ} \)

\( - \text{ส่วนแบ่งกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Profit - URP) ตามสัดส่วนที่ถือ} \)

= มูลค่าตามบัญชีในงบแสดงฐานะการเงินรวม

ในงบกำไรขาดทุนรวม (CSPL)

เราเพียงแค่ใส่รายการบรรทัดเดียวคือ: "ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม" (Share of profit of associate)
คำนวณจาก: \( (\text{กำไรหลังภาษีของบริษัทร่วม}) \times (\text{สัดส่วนการถือหุ้นของเรา}) \)
อย่าลืมหัก ผลขาดทุนจากการด้อยค่า ของเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เกิดขึ้นในปีปัจจุบันออกด้วย!

ตัวอย่าง: บริษัท P ซื้อหุ้น 30% ในบริษัท S ด้วยเงิน 100 บาท ต่อมาบริษัท S ทำกำไรได้ 50 บาท ส่วนแบ่งของ P คือ 15 บาท (30% ของ 50 บาท) มูลค่าเงินลงทุนของบริษัทร่วมในงบรวมของ P จะเท่ากับ 115 บาท


3. การร่วมการงาน (Joint Arrangements - IFRS 11)

การร่วมการงาน คือสถานการณ์ที่บุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปมี อำนาจควบคุมร่วมกัน (Joint Control) นั่นหมายความว่าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถตัดสินใจได้โดยลำพัง ทุกคนต้องเห็นพ้องต้องกัน (ต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจกัน)

มี 2 ประเภทที่คุณต้องรู้จัก:

  1. การร่วมค้า (Joint Operation): ฝ่ายต่างๆ มีสิทธิใน สินทรัพย์ และมีภาระผูกพันใน หนี้สิน (ลองคิดภาพบริษัทสองแห่งใช้เครื่องจักรในโรงงานร่วมกัน) คุณต้องบันทึกส่วนแบ่งสินทรัพย์/หนี้สินของคุณโดยตรง
  2. กิจการร่วมค้า (Joint Venture): ฝ่ายต่างๆ มีสิทธิใน สินทรัพย์สุทธิ ของการร่วมการงาน โดยปกติมักจะเป็นการตั้งบริษัทแยกออกมาต่างหาก

ประเด็นสำคัญสำหรับวิชา F2: ภายใต้มาตรฐาน IFRS 11 นั้น กิจการร่วมค้า (Joint Ventures) จะต้องใช้วิธีการบันทึกบัญชีด้วย วิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) แบบเดียวกับที่ใช้ในบริษัทร่วมเป๊ะเลย! ดังนั้นถ้าคุณจำวิธีคำนวณบริษัทร่วมได้ คุณก็ทำโจทย์กิจการร่วมค้าได้แน่นอน


4. การจัดการกับกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Profit - URP)

นี่เป็น "กับดัก" ยอดฮิตในข้อสอบ ถ้าบริษัทใหญ่ขายสินค้าให้บริษัทร่วม (หรือในทางกลับกัน) แล้วสินค้านั้นยังคงเหลืออยู่ในสต็อก ณ วันสิ้นงวด เราต้องตัด "กำไรปลอม" นี้ออกไป

วิธีคำนวณ:
1. คำนวณกำไรทั้งหมดที่เกิดจากการขาย
2. หาว่าส่วนไหนที่ยังคงค้างอยู่ในสต็อก
3. คูณด้วย % สัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มบริษัท ในบริษัทร่วมนั้น

การปรับปรุงรายการ:
- เดบิต กำไรสะสมของกลุ่มบริษัท (ลดกำไรลง)
- เครดิต เงินลงทุนในบริษัทร่วม (ลดมูลค่าสินทรัพย์ลง)

การเปรียบเทียบ: ลองจินตนาการว่าคุณขายของเล่นให้หุ้นส่วนธุรกิจเพื่อเอากำไร แต่คุณยังถือหุ้นในธุรกิจนั้นอยู่ 30% ในทางหนึ่งคุณก็เหมือน "ขาย" ของเล่น 30% ให้กับตัวเอง คุณจะเอากำไรจากการขายของให้ตัวเองไม่ได้ เราจึงต้องตัดกำไรส่วน 30% นั้นออกไปนั่นเอง!


5. ข้อควรระวังและประเด็นสำคัญ

เงินปันผล

เมื่อบริษัทร่วมจ่ายเงินปันผล จะไม่กระทบกำไรในงบกำไรขาดทุนรวม (เพราะเราได้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกำไรทั้งหมดของเขาไปแล้ว) แต่เงินปันผลจะไป ลด มูลค่าตามบัญชีของเงินลงทุนในงบแสดงฐานะการเงินรวม เพราะบริษัทร่วมเปรียบเสมือนการ "จ่ายเงินสด" ออกไปจากมูลค่าธุรกิจนั่นเอง

การด้อยค่า (Impairment)

ต่างจากบริษัทย่อยที่เราอาจต้องแบ่งผลขาดทุนจากการด้อยค่าระหว่างบริษัทใหญ่และส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม (NCI) แต่สำหรับ การด้อยค่าของบริษัทร่วม จะถูกหักออกจากส่วนแบ่งของกลุ่มบริษัททั้งหมด เพราะบริษัทร่วมไม่มี NCI!

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ห้าม นำสินทรัพย์ของบริษัทร่วมไปใส่ใน งบกระแสเงินสดรวม (Group Cash Flow Statement) ให้ใส่เฉพาะเงินปันผลที่ได้รับ จาก บริษัทร่วมเท่านั้นในฐานะกระแสเงินสดรับ


6. สรุปประเด็นสำคัญ

1. อิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ: ถือหุ้น 20-50% = บริษัทร่วม
2. การควบคุมร่วมกัน: ต้องเห็นพ้องต้องกัน = กิจการร่วมค้า
3. วิธีส่วนได้เสีย: ราคาทุน + ส่วนแบ่งกำไรหลังซื้อ - ด้อยค่า - URP
4. บรรทัดเดียว: ทั้งบริษัทร่วม/กิจการร่วมค้า จะปรากฏเป็นบรรทัดเดียวในงบแสดงฐานะการเงินรวม (เงินลงทุนในบริษัทร่วม) และงบกำไรขาดทุนรวม (ส่วนแบ่งกำไร)
5. ไม่มี NCI: เราไม่เคยคำนวณ NCI สำหรับบริษัทร่วม

ถ้ารู้สึกยากในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ! สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องจำคือ บริษัทร่วมคือ "หุ้นส่วน" ไม่ใช่ "ลูก" คุณไม่จำเป็นต้องเอาบ้านของเขามารวมกับของคุณ แค่บันทึกมูลค่าของความสัมพันธ์นั้นลงไปบรรทัดเดียวในงบการเงินของคุณก็พอแล้ว!