ยินดีต้อนรับสู่เรื่องโครงสร้างเงินทุน (Choice of Capital Structure)!

สวัสดีครับ! ยินดีต้อนรับเข้าสู่บทที่สำคัญที่สุดบทหนึ่งในการเดินทางของวิชา F3 ในบทก่อนๆ เราได้ดูไปแล้วว่าเราสามารถหาเงินทุนระยะยาวได้จาก ที่ไหนบ้าง (หนี้สินและส่วนของเจ้าของ) ตอนนี้เรากำลังจะมาเจาะลึก "คำถามทองคำ" ของกลยุทธ์ทางการเงินกันว่า: สัดส่วนที่สมบูรณ์แบบคืออะไร?

บริษัทควรใช้เงินทุนจากส่วนของเจ้าของ 100% เลยไหม? หรือควรจะกู้หนี้มาให้เต็มพิกัด? หรือว่ามี "จุดที่ลงตัว" ตรงกลางที่ทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงสุดกันแน่? การเข้าใจเรื่องนี้สำคัญมากครับ เพราะการเลือกที่ถูกต้องจะช่วยลดต้นทุนเงินทุนและเพิ่มมูลค่ารวมของบริษัทได้ ไม่ต้องกังวลนะถ้าอ่านทฤษฎีแล้วรู้สึกว่ามันหนักไปหน่อยในตอนแรก เราจะค่อยๆ ย่อยให้เข้าใจง่ายด้วยการเปรียบเทียบกับเรื่องใกล้ตัวครับ!

1. พื้นฐาน: เรากำลังพยายามทำอะไรอยู่?

ก่อนจะไปดูทฤษฎีต่างๆ ต้องจำเป้าหมายหลักให้แม่นก่อนครับ: เราต้องการ ลด ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุน (WACC) ให้ต่ำที่สุด และ เพิ่ม มูลค่ารวมของบริษัท (V) ให้สูงที่สุด

ทบทวนสั้นๆ: มูลค่ารวมของบริษัทคือมูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของกระแสเงินสดในอนาคตที่คิดลดด้วย WACC ดังนั้น ถ้า WACC ลดลง มูลค่าก็จะเพิ่มขึ้น! มันก็เหมือนกับการเล่นไม้กระดกนั่นเองครับ

คำศัพท์สำคัญ:
Gearing (Leverage): สัดส่วนของหนี้สินในโครงสร้างเงินทุน
Geared Firm (Vl): บริษัทที่มีการใช้หนี้สิน
Ungeared Firm (Vu): บริษัทที่ใช้เงินทุนจากส่วนของเจ้าของเพียงอย่างเดียว

2. ทฤษฎีที่ 1: มุมมองแบบดั้งเดิม (The Traditional View)

มุมมองแบบดั้งเดิมคือแนวคิดแบบ "สามัญสำนึก" ซึ่งเชื่อว่า มี โครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมที่สุด (Optimal Capital Structure) อยู่จริง

หลักการทำงาน:
1. ในช่วงแรก เมื่อคุณนำหนี้สินที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาทดแทนส่วนของเจ้าของที่มีต้นทุนสูงขึ้น WACC จะลดลง
2. หนี้สินมีต้นทุนที่ถูกกว่าเพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่าสำหรับนักลงทุน และ (โดยปกติ) ต้องการผลตอบแทนที่ต่ำกว่า
3. อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณเพิ่มหนี้เข้าไปเรื่อยๆ "ความเสี่ยงทางการเงิน" (Financial Risk) จะเพิ่มขึ้น ผู้ถือหุ้นจะเริ่มกลัวและเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น (ต้นทุนส่วนของเจ้าของ \( K_e \) เพิ่มขึ้น)
4. ในที่สุด บริษัทจะมีความเสี่ยงสูงมากจนแม้แต่เจ้าหนี้ก็เรียกร้องดอกเบี้ยที่สูงขึ้น (ต้นทุนหนี้สิน \( K_d \) เพิ่มขึ้น)
5. ณ จุดนี้ WACC ก็จะเริ่มกลับมาสูงขึ้น อีกครั้ง

สรุปใจความ: ตามมุมมองแบบดั้งเดิม WACC จะเป็นรูป "ตัว U" และ "จุดที่ลงตัวที่สุด" ก็คือจุดต่ำสุดของตัว U นั่นเองครับ

3. ทฤษฎีที่ 2: Modigliani & Miller (M&M) - แบบไม่มีภาษี

ในปี 1958 สองนักเศรษฐศาสตร์ (Franco Modigliani และ Merton Miller) ได้ออกมาสั่นสะเทือนวงการ โดยแย้งว่าใน "ตลาดสมบูรณ์" (Perfect Market) ที่ไม่มีภาษีนั้น โครงสร้างเงินทุนไม่มีผลอะไรเลย

การเปรียบเทียบกับพิซซ่า: ลองจินตนาการถึงพิซซ่าถาดหนึ่ง ไม่ว่าคุณจะหั่นเป็น 4 ชิ้น (ส่วนของเจ้าของทั้งหมด) หรือ 8 ชิ้น (หนี้สินและส่วนของเจ้าของ) ขนาดของพิซซ่าก็ยังเท่าเดิม คุณไม่ได้สร้างอาหารเพิ่มขึ้นมาเลย คุณแค่เปลี่ยนวิธีการหั่นมันเท่านั้นเอง

M&M Proposition I (ไม่มีภาษี): มูลค่ารวมของบริษัทไม่ขึ้นอยู่กับระดับการก่อหนี้
\( V_L = V_U \)

M&M Proposition II (ไม่มีภาษี): เมื่อคุณเพิ่มหนี้ที่ "ราคาถูก" เข้าไป ต้นทุนของส่วนของเจ้าของจะเพิ่มขึ้น มากพอดี จนไปชดเชยข้อดีนั้น ดังนั้น WACC จึงคงที่เสมอไม่ว่าจะมีระดับหนี้เท่าไหร่ก็ตาม

ทำไมเราถึงต้องเรียนเรื่องนี้? แม้ว่าโลกที่ "ไม่มีภาษี" จะไม่มีจริง แต่มันช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุผล เดียว ที่ทำให้โครงสร้างเงินทุนมีความสำคัญ ก็คือเรื่องของความไม่สมบูรณ์ของตลาดอย่างเช่นภาษีนั่นเอง!

4. ทฤษฎีที่ 3: M&M - แบบมีภาษีเงินได้นิติบุคคล

ในปี 1963 M&M ได้ปรับปรุงทฤษฎีโดยเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล เข้าไป ซึ่งเรื่องนี้เปลี่ยนทุกอย่างไปเลยเพราะสิ่งที่เรียกว่า Tax Shield (เกราะป้องกันภาษี)

แนวคิด: ดอกเบี้ยจ่ายจากหนี้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ในขณะที่เงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นทำไม่ได้ นั่นหมายความว่ารัฐบาลช่วยเราจ่ายดอกเบี้ยหนี้ส่วนหนึ่งผ่านการลดภาษีนั่นเอง!

M&M Proposition I (มีภาษี): มูลค่าของบริษัทที่มีหนี้จะเท่ากับมูลค่าของบริษัทที่ไม่มีหนี้ บวกด้วยมูลค่าปัจจุบันของเกราะป้องกันภาษี
\( V_L = V_U + (D \times T) \)
(โดยที่ D = มูลค่าของหนี้ และ T = อัตราภาษี)

ข้อสรุป: ในโลกนี้ บริษัทควรมี หนี้สิน 99.9% ยิ่งคุณมีหนี้มาก WACC ก็จะยิ่งต่ำลงและมูลค่าบริษัทก็จะยิ่งสูงขึ้น

คุณรู้ไหม? ทฤษฎีนี้เสนอว่าโครงสร้างเงินทุนที่ "เหมาะสมที่สุด" คือการมีหนี้เกือบทั้งหมด แต่ดูบริษัทในโลกความเป็นจริงสิครับ พวกเขาไม่ได้ทำแบบนั้น! ทำไมล่ะ? เพราะมันยังมี "ทฤษฎีการแลกเปลี่ยน" (Trade-off Theory) ซึ่งเราจะมาดูกันในหัวข้อถัดไปครับ

5. ทฤษฎีที่ 4: ทฤษฎีการแลกเปลี่ยน (Trade-off Theory)

ทฤษฎีนี้อธิบายว่าทำไมบริษัทถึงไม่ก่อหนี้มหาศาลไม่จำกัด มันเป็นการรักษาสมดุลระหว่าง ประโยชน์ ของหนี้ (Tax Shield) กับ ต้นทุน ของหนี้

ต้นทุนของหนี้สิน:
1. ต้นทุนจากความลำบากทางการเงิน (Financial Distress/Bankruptcy Costs): เมื่อหนี้เพิ่มขึ้น โอกาสที่จะเจ๊งก็เพิ่มขึ้น ลูกค้าจะเลิกซื้อของ พนักงานจะลาออก และค่าใช้จ่ายทางกฎหมายจะพุ่งสูงขึ้น
2. ต้นทุนตัวแทน (Agency Costs): เจ้าหนี้ (ธนาคาร) จะเริ่มใส่ "เงื่อนไขข้อตกลง" (Covenants) ที่เข้มงวดเข้ามา ซึ่งเป็นการจำกัดอิสระของฝ่ายบริหารในการตัดสินใจสร้างผลกำไร

สรุปใจความ: โครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมที่สุด คือจุดที่ ประโยชน์ส่วนเพิ่ม ของเกราะป้องกันภาษี เท่ากับ ต้นทุนส่วนเพิ่ม ของความลำบากทางการเงิน นี่คือมุมมองแบบ "ทันสมัย" ที่ผู้บริหารส่วนใหญ่ใช้กันครับ

6. ทฤษฎีที่ 5: ทฤษฎีลำดับขั้นของแหล่งเงินทุน (Pecking Order Theory)

ทฤษฎีนี้ต่างออกไปครับ มันบอกว่าผู้บริหารไม่ได้สนใจเรื่องสัดส่วน "เป้าหมาย" อะไรนักหนา แต่พวกเขาใช้วิธีเลือก ทางที่ต้านทานน้อยที่สุด โดยอิงจาก "ข้อมูลที่ไม่สมมาตร" (ความจริงที่ว่าผู้บริหารรู้เรื่องบริษัทดีกว่านักลงทุน)

"ลำดับ" ความชอบ:
• 1. กำไรสะสม (แหล่งเงินทุนภายใน): ใช้เงินตัวเองก่อนดีที่สุด ไม่มีค่าใช้จ่ายในการออกหุ้น/กู้ และไม่ส่ง "สัญญาณเชิงลบ" ให้ตลาด
• 2. หนี้สิน: ถ้ายังต้องใช้เงินเพิ่ม ให้กู้ยืมครับ มันถูกกว่าส่วนของเจ้าของและแสดงให้เห็นว่าคุณมั่นใจว่าจะจ่ายคืนได้
• 3. ออกหุ้นใหม่ (ทางเลือกสุดท้าย): การออกหุ้นใหม่มักถูกมองว่าเป็น "สัญญาณเชิงลบ" (ตลาดจะคิดว่าหุ้นปัจจุบันราคาแพงเกินไปแล้ว) และการจัดทำเอกสารก็ยุ่งยากและแพงมาก

ตัวช่วยจำ: ลองนึกถึง "ลำดับการใช้เงิน" ของนักศึกษาเวลาไปเที่ยว: 1. ใช้เงินเก็บตัวเอง, 2. ยืมเพื่อน (หนี้สิน), 3. ขอเพิ่มจากพ่อแม่ (ส่วนของเจ้าของ - ยากที่สุดและน่าอึดอัดที่สุด!)

7. ปัจจัยเชิงปฏิบัติในโลกแห่งความจริง

นอกเหนือจากสูตรคำนวณแล้ว นักศึกษา F3 ต้องเข้าใจข้อจำกัดในโลกความเป็นจริงที่มีต่อโครงสร้างเงินทุนด้วย:

• ฐานสินทรัพย์: บริษัทที่มีสินทรัพย์ที่มีตัวตนเยอะ (เช่น ที่ดิน หรือเครื่องจักร) จะกู้ยืมง่ายกว่าเพราะมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน บริษัทเทคโนโลยีที่มีสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (เช่น ซอฟต์แวร์) มักจะรักษาหนี้ไว้ต่ำ
• ความเสี่ยงในการดำเนินงาน: ถ้ากำไรของคุณมีความผันผวนสูง (เช่น แบรนด์แฟชั่น) คุณไม่ควรแบกรับหนี้เยอะ แต่ถ้ากำไรคุณมั่นคง (เช่น บริษัทสาธารณูปโภค) คุณสามารถรับมือกับหนี้ได้มากกว่า
• การควบคุม: การออกหุ้นเพิ่มอาจทำให้การควบคุมของเจ้าของเดิมเจือจางลง ถ้าพวกเขาต้องการรักษาอำนาจควบคุมไว้ พวกเขามักจะเลือกการกู้ยืมมากกว่า
• สภาวะตลาด: บางครั้งตลาดหุ้นก็ "ร้อนแรง" (ออกหุ้นง่าย) และบางครั้งอัตราดอกเบี้ยก็ต่ำมาก (กู้หนี้ถูก)

8. สรุปและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ:
• แบบดั้งเดิม: มีจุดที่เหมาะสมที่สุด; WACC เป็นรูปตัว U
• M&M (ไม่มีภาษี): การก่อหนี้ไม่สำคัญ
• M&M (มีภาษี): ก่อหนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อรับเกราะป้องกันภาษี
• ทฤษฎีการแลกเปลี่ยน: สร้างสมดุลระหว่างเกราะป้องกันภาษีกับต้นทุนการล้มละลาย
• ทฤษฎีลำดับขั้น: ใช้กำไรสะสม -> หนี้สิน -> หุ้น

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง:
• ข้อผิดพลาด: คิดว่าเกราะป้องกันภาษีใช้กับส่วนของเจ้าของได้ วิธีที่ถูกต้อง: เฉพาะดอกเบี้ยจ่ายจากหนี้เท่านั้นที่นำมาลดภาษีได้ในทฤษฎีเหล่านี้!
• ข้อผิดพลาด: ลืมว่า M&M สมมติว่าเป็น "ตลาดสมบูรณ์" ในโลกจริงนั้นมีค่าธรรมเนียมธุรกรรมและช่องว่างของข้อมูลอยู่เสมอ
• ข้อผิดพลาด: สับสนระหว่าง "ความเสี่ยงทางการเงิน" และ "ความเสี่ยงทางธุรกิจ" โครงสร้างเงินทุนเปลี่ยนแค่ ความเสี่ยงทางการเงิน (ความเสี่ยงจากวิธีการหาเงินทุน) เท่านั้น

กล่องทบทวนสั้นๆ:
ถ้าโจทย์ให้คำนวณมูลค่าของบริษัทที่มีหนี้โดยใช้ M&M แบบมีภาษี ให้ใช้สูตร: \( V_L = V_U + (D \times T) \)
จำไว้ว่า: \( V_U \) คือมูลค่าบริษัทหากไม่มีหนี้ เลย

คุณทำได้แน่นอน! โครงสร้างเงินทุนก็แค่การรักษาสมดุลครั้งใหญ่ระหว่างการประหยัดภาษีกับการทำให้บริษัทมั่นคงปลอดภัย หมั่นฝึกฝนสูตรของ M&M บ่อยๆ แล้วตรรกะทั้งหมดจะเริ่มคลิกเองครับ!


ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งโครงสร้างเงินทุน (Capital Structure)!

สวัสดีครับ! ถ้าคุณเคยสงสัยว่าบริษัทตัดสินใจอย่างไรระหว่างการกู้เงินก้อนโตจากธนาคาร หรือการระดมทุนจากสาธารณชนด้วยการออกหุ้นขาย คุณมาถูกที่แล้วครับ ในบทนี้เราจะมาสำรวจเรื่อง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุน (Changes in Capital Structure) ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือการที่บริษัทปรับ "ส่วนผสมทางการเงิน" เพื่อผลักดันการเติบโตหรือเพิ่มมูลค่าให้กับกิจการนั่นเอง

ไม่ต้องกังวลถ้าช่วงแรกตัวเลขจะดูเยอะไปสักหน่อย ให้มองโครงสร้างเงินทุนเหมือน สูตรผสมค็อกเทล ครับ: การปรับสัดส่วนของวัตถุดิบ (หนี้สินและส่วนของเจ้าของ) จะทำให้ผลลัพธ์สุดท้าย (มูลค่าของบริษัท) เปลี่ยนไป เป้าหมายของเราคือการหา "ส่วนผสมที่ลงตัว" ซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นพอใจและบริษัทมีความมั่นคงครับ

1. ทำไมต้องเปลี่ยนโครงสร้างเงินทุน?

ก่อนที่เราจะไปดูว่าบริษัท เปลี่ยน โครงสร้างอย่างไร เราต้องรู้ก่อนว่าเขาทำไป ทำไม โดยปกติแล้วจะมีเหตุผลหลักๆ ดังนี้ครับ:
1. เพื่อใช้ในโครงการใหม่: ถ้าบริษัทต้องการเงิน 10 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างโรงงานใหม่ พวกเขาก็ต้องหาเงินจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งมาใช้
2. เพื่อลดต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital): โดยปกติแล้วหนี้สินจะมีต้นทุนถูกกว่าส่วนของเจ้าของ การเปลี่ยนจากส่วนของเจ้าของที่มีราคาสูงมาเป็นหนี้ที่มีราคาถูกกว่า อาจช่วยลด WACC (ต้นทุนเงินทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) โดยรวมของบริษัทได้
3. เพื่อบริหารความเสี่ยง: ถ้าบริษัทมีหนี้มากเกินไป อาจทำให้มี "ภาระหนี้ (Gearing)" สูงเกินไปและเสี่ยงต่อการล้มละลาย บริษัทอาจตัดสินใจออกหุ้นใหม่เพื่อนำเงินไปชำระหนี้และ "ลดภาระหนี้ (De-gear)" ลง

2. วิธีการระดมทุนด้วยส่วนของเจ้าของ (Equity Capital)

เมื่อบริษัทต้องการเปลี่ยนโครงสร้างโดยการเพิ่มส่วนของเจ้าของ จะมีทางเลือกหลักๆ ที่คุณจำเป็นต้องรู้เพื่อใช้ในการสอบ F3 ดังนี้ครับ:

A. การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Rights Issues)

Rights Issue คือการที่บริษัทเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเดิมได้ซื้อหุ้นใหม่ก่อน โดยมักจะให้ส่วนลดจากราคาตลาดปัจจุบัน การทำแบบนี้จะทำในสัดส่วนที่สัมพันธ์กับการถือหุ้นเดิม (เช่น สัดส่วน "1 ต่อ 4")
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: สมมติคุณถือพิซซ่าอยู่ 10% ของถาด แล้วเชฟต้องการขยายถาดพิซซ่าให้ใหญ่ขึ้น เขาจะถามคุณก่อนว่าอยากซื้อเพิ่มอีก 10% ของชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ไหม เพื่อที่คุณจะยังคงสัดส่วนการถือครอง 10% ของทั้งถาดเท่าเดิม

แนวคิดสำคัญ: ราคาหุ้นหลังใช้สิทธิ (Theoretical Ex-Rights Price - TERP)
TERP คือราคาตลาดที่คาดการณ์ไว้ของหุ้นหลังจากที่มีการใช้สิทธิเพิ่มทุนแล้ว ซึ่งคำนวณได้จากตรรกะนี้:
\( \text{TERP} = \frac{(\text{จำนวนหุ้นเดิม} \times \text{ราคาเดิม}) + (\text{จำนวนหุ้นใหม่} \times \text{ราคาที่เสนอขาย})}{\text{จำนวนหุ้นทั้งหมดหลังเพิ่มทุน}} \)

ทบทวนสั้นๆ: ผู้ถือหุ้นมี 3 ทางเลือกเมื่อเกิด Rights Issue:
1. ใช้สิทธิ: ซื้อหุ้นใหม่เพิ่ม
2. ขายสิทธิ: ขาย "สิทธิ" ในการซื้อหุ้นลดราคาต่อให้คนอื่น
3. ไม่ทำอะไรเลย: ปล่อยให้สิทธิหมดอายุ (ปกติไม่แนะนำเพราะจะทำให้เกิด การลดทอนสัดส่วนความมั่งคั่ง (Dilution))

B. การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะและการวางขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง

Public Offer: คือการขายหุ้นให้คนทั่วไป วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องมีค่าโฆษณาและค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย
Placing: คือการขายหุ้นโดยตรงให้กับกลุ่มนักลงทุนสถาบัน (เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ) วิธีนี้ทำได้รวดเร็วและประหยัดกว่า Public Offer

ข้อควรจำ: Rights Issue ถือว่า "ยุติธรรม" ที่สุดสำหรับเจ้าของเดิม เพราะช่วยป้องกันไม่ให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของถูกเจือจาง (Diluted) โดยไม่ได้รับความยินยอม

3. วิธีการระดมทุนด้วยหนี้สิน (Debt Capital)

หากบริษัทต้องการเพิ่ม "อัตราส่วนหนี้สิน (Gearing)" ก็สามารถใช้เครื่องมือต่างๆ ได้ดังนี้ครับ:

1. เงินกู้ธนาคาร: ง่าย แต่บ่อยครั้งมักมาพร้อมกับ เงื่อนไขผูกพัน (Covenants) (ข้อกำหนดที่ธนาคารตั้งขึ้น เช่น "บริษัทต้องรักษาระดับเงินสดไม่ให้ต่ำกว่า X")
2. หุ้นกู้ (Debentures): บริษัทออก "ตั๋วสัญญาใช้เงิน" ให้ตลาด โดยตกลงจ่ายดอกเบี้ยคงที่ (คูปอง) และคืนเงินต้นในอนาคต
3. หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debt): เริ่มต้นจะเป็นหนี้ (จ่ายดอกเบี้ย) แต่ให้สิทธิผู้ถือในการเปลี่ยนเป็นหุ้นได้ในภายหลัง ซึ่งมักจะมีต้นทุนถูกกว่าสำหรับบริษัท เพราะ "สิทธิ" ในการเปลี่ยนเป็นหุ้นถือเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสำหรับผู้ให้กู้

4. ทฤษฎีโครงสร้างเงินทุน

นี่คือจุดที่วิชา F3 เริ่มสนุกครับ! การปรับเปลี่ยนสัดส่วนหนี้และทุนส่งผลอย่างไรต่อ มูลค่าของบริษัท (Value of the Firm)? มีแนวคิดหลัก 3-4 ทางดังนี้ครับ

ทฤษฎีที่ 1: Modigliani & Miller (M&M) - กรณีไม่มีภาษี

M&M แย้งว่าในโลกที่สมบูรณ์แบบและไม่มีภาษี วิธีการหาเงินทุนไม่สำคัญเลย มูลค่าของบริษัทขึ้นอยู่กับ สินทรัพย์ในการดำเนินงาน (Operating Assets) ไม่ใช่การแบ่งเค้กทางการเงิน
เปรียบเทียบกับพิซซ่า: การหั่นพิซซ่าเป็น 4 ชิ้นหรือ 8 ชิ้น ไม่ได้ทำให้ปริมาณพิซซ่าเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับการแบ่งรายได้ให้ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ ซึ่งไม่เปลี่ยนมูลค่ารวมของบริษัท

ทฤษฎีที่ 2: Modigliani & Miller (M&M) - กรณีมีภาษี

ในโลกความเป็นจริง ดอกเบี้ยจ่ายจากหนี้สามารถ นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า โล่ภาษี (Tax Shield) เนื่องจากรัฐบาลช่วยจ่ายค่าดอกเบี้ยส่วนหนึ่งให้เรา หนี้สินจึงน่าดึงดูดมาก M&M จึงปรับทฤษฎีว่า: บริษัทควรใช้หนี้ 100% เพื่อเพิ่มมูลค่าบริษัทให้สูงสุด

ทฤษฎีที่ 3: ทฤษฎีการแลกเปลี่ยน (Trade-off Theory)

เดี๋ยวก่อน! ถ้าหนี้ 100% ดีที่สุด ทำไมบริษัทไม่ทำกันล่ะ? คำตอบคือ ต้นทุนความลำบากทางการเงิน (Financial Distress Costs) เพราะยิ่งกู้เยอะ ความเสี่ยงที่จะเจ๊งก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ในที่สุดต้นทุนจากความเสี่ยงที่จะล้มละลายจะสูงกว่าผลประโยชน์จาก Tax Shield
ข้อควรจำ: โครงสร้างเงินทุนที่ "เหมาะสมที่สุด" คือจุดที่ผลประโยชน์จาก Tax Shield สมดุลพอดีกับต้นทุนความลำบากทางการเงิน

ทฤษฎีที่ 4: ทฤษฎีลำดับชั้นทางการเงิน (Pecking Order Theory)

ทฤษฎีนี้บอกว่าผู้บริหารไม่ได้มองหา "ส่วนผสมที่เหมาะสมที่สุด" แต่จะเลือกแหล่งเงินทุนตามเส้นทางที่ง่ายที่สุดโดยพิจารณาจาก ข้อมูลที่ไม่เท่ากัน (Asymmetric Information) (ความจริงที่ว่าผู้บริหารรู้เรื่องบริษัทดีกว่านักลงทุน)
เทคนิคช่วยจำลำดับชั้น (PIE):
1. P - Retained Earnings (กำไรสะสม - เงินทุนภายใน ง่ายและถูกที่สุด)
2. I - Straight Debt (หนี้สินภายนอก - เจ้าหนี้โน้มน้าวง่ายกว่าผู้ถือหุ้น)
3. E - External Equity (การออกหุ้นใหม่ - ทางเลือกสุดท้าย เพราะการออกหุ้นใหม่ส่งสัญญาณให้ตลาดรู้ว่าหุ้นอาจถูกประเมินค่าไว้สูงเกินจริง)

5. ข้อควรพิจารณาในทางปฏิบัติและกับดักที่พบบ่อย

เมื่อต้องตอบคำถามสอบเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างเงินทุน ให้ระวังกับดักเหล่านี้ครับ:

กับดักการเจือจาง (The Dilution Trap): การออกหุ้นเพิ่มไม่ได้ทำให้ผู้ถือหุ้นจนลงเสมอไป ถ้าเงินที่ได้มาใหม่นำไปลงทุนในโครงการที่มี NPV เป็นบวก "เค้ก" ก็จะใหญ่ขึ้น และความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นอาจเพิ่มขึ้นจริง!
ปัญหาด้านอำนาจควบคุม (Control Issues): การออกหุ้นใหม่ให้คนนอกอาจทำให้เจ้าของเดิมเสียอำนาจการตัดสินใจ นี่คือเหตุผลว่าทำไมบริษัทขนาดเล็กหลายแห่งจึงชอบกู้เงินหรือใช้สิทธิ Rights Issue มากกว่า
ต้นทุนการระดมทุน (Issuance Costs): อย่าลืมว่าการกู้เงินหรือออกหุ้นไม่ใช่เรื่องฟรี มีทั้งค่าทนาย ค่าธนาคาร และนักบัญชี "ต้นทุนธุรกรรม" เหล่านี้อาจทำให้การเปลี่ยนแปลงบางอย่างไม่คุ้มค่าที่จะทำ

สรุปทบทวนสั้นๆ

Rights Issue: หุ้นส่วนลดสำหรับเจ้าของเดิม ใช้ TERP หาค่าราคาใหม่
WACC: ต้นทุนเฉลี่ยของแหล่งเงินทุนทั้งหมด การเปลี่ยนโครงสร้างเงินทุนมีเป้าหมายเพื่อลดค่านี้ให้ต่ำที่สุด
Tax Shield: เหตุผลหลักที่ทำให้หนี้ "ถูกกว่า" ทุน (ดอกเบี้ย x อัตราภาษี)
Pecking Order: ใช้เงินตัวเองก่อน ตามด้วยหนี้ และใช้การออกหุ้นใหม่เป็นทางเลือกสุดท้าย

ไม่ต้องกังวลถ้าทฤษฎีพวกนี้จะดูนามธรรมไปบ้าง! แค่จำไว้ว่า: ผู้บริหารพยายามหาทางเลือกที่ถูกที่สุดเสมอโดยไม่ให้นักลงทุนตื่นตระหนกหรือเสี่ยงต่อความอยู่รอดของบริษัท คุณทำได้แน่นอนครับ!