ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ (Flotation)!
ในการศึกษาหลักสูตร F3 ตอนนี้คุณได้มาถึง หัวข้อที่ B: แหล่งเงินทุนระยะยาว (Sources of long-term funds) แล้ว ซึ่งเราจะมาดูกันว่าบริษัทขนาดใหญ่เขามีวิธีหาเงินก้อนโตเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจได้อย่างไร ในบทนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Flotation) กันครับ
ลองจินตนาการว่าร้านเบเกอรี่เจ้าประจำของคุณเริ่มโด่งดังมากจนอยากขยายสาขาไปทั่วประเทศถึง 500 แห่ง แน่นอนว่าพวกเขาต้องใช้เงินมหาศาล เพื่อให้ได้เงินก้อนนั้นมา พวกเขาอาจตัดสินใจ "นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์" หรือที่เรียกกันว่าการทำ Flotation นั่นเอง ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนสถานะจากบริษัทเอกชน (Private company) มาเป็น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Publicly listed company) ฟังดูอาจจะดูหรูหรา แต่มันก็คือกระบวนการเปิดโอกาสให้สาธารณชน (และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่) เข้ามาเป็นเจ้าของร่วมกันโดยการซื้อหุ้นนั่นเองครับ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าข้อมูลเยอะจัง ไม่ต้องกังวลนะ เราค่อยๆ มาทำความเข้าใจไปทีละขั้นตอนกัน!
1. Flotation คืออะไรกันแน่?
Flotation (หรือที่มักเรียกกันว่า การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก หรือ IPO) คือการที่บริษัทเสนอขายหุ้นของตนเองต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ทำไมบริษัทถึงต้องทำแบบนี้?
1. เพื่อระดม เงินทุนก้อนมหาศาล มาใช้ในการขยายกิจการ
2. เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของเดิม (เช่น ผู้ก่อตั้ง) สามารถขายหุ้นออกเพื่อทำกำไรหรือถอนทุนคืนได้
3. เพื่อเพิ่ม ชื่อเสียง (Prestige) และยกระดับภาพลักษณ์ให้กับบริษัท
4. เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าซื้อกิจการอื่น โดยใช้หุ้นเป็น "สกุลเงิน" ในการแลกเปลี่ยน
2. วิธีการทำ Flotation หลักทั้ง 4 รูปแบบ
การเข้าสู่ตลาดหุ้นไม่ได้มีแค่ทางเดียวครับ บริษัทต่างๆ จะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับขนาดและงบประมาณของตนเอง ลองเปรียบเทียบเหมือนกับการขายบ้านดูครับ คุณอาจจะจ้างนายหน้า, ประกาศขายเอง, หรือจะเชิญเพื่อนๆ ที่กระเป๋าหนักมาประมูลเป็นการส่วนตัวก็ได้
A. การเสนอขายหุ้นผ่านตัวกลาง (Offer for Sale)
นี่เป็นวิธีที่พบบ่อยที่สุดสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ "จุดสำคัญ" คือบริษัทไม่ได้ขายหุ้นให้ประชาชนโดยตรง แต่จะขายให้กับ Issuing House (มักจะเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนหรือวาณิชธนกิจขนาดใหญ่) จากนั้นธนาคารจะนำหุ้นไปขายต่อให้กับประชาชนในราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อทำกำไร
คำอธิบายเปรียบเทียบ: เหมือนแบรนด์เสื้อผ้าที่ขายสินค้าทั้งคอลเลกชันให้กับห้างสรรพสินค้า (ธนาคาร) แล้วห้างฯ ก็นำไปวางขายให้ลูกค้าอีกทีครับ
ข้อดีหลัก: บริษัทการันตีได้ว่าจะได้รับเงินแน่นอน เพราะธนาคารได้รับซื้อหุ้นเหล่านั้นไปเรียบร้อยแล้ว!
B. การเสนอขายหุ้นโดยตรง (Direct Offer / Offer for Subscription)
ในวิธีนี้ บริษัทจะไม่ผ่านตัวกลาง (ธนาคาร) แต่จะเสนอขายหุ้น โดยตรง ให้กับสาธารณชน ซึ่งนักลงทุนจะต้องกรอกใบจองซื้อที่หาได้จากหนังสือพิมพ์หรือช่องทางออนไลน์
ความเสี่ยงหลัก: หากประชาชนไม่สนใจซื้อ บริษัทอาจระดมเงินได้ไม่ถึงเป้า นี่คือเหตุผลที่มักจะมีการทำ การรับประกันการจำหน่าย (Underwriting) เข้ามาเกี่ยวข้อง (เดี๋ยวเราจะมาดูรายละเอียดกันต่อครับ!)
C. การจัดจำหน่ายแบบเฉพาะเจาะจง (Placing / Private Placement)
วิธีนี้เปรียบเสมือน "งานปาร์ตี้ส่วนตัว" ของการทำ Flotation แทนที่จะเสนอขายให้ทุกคน บริษัทจะร่วมมือกับนายหน้าเสนอขายหุ้นให้กับกลุ่ม นักลงทุนสถาบัน (Institutional investors) เพียงกลุ่มเล็กๆ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือบริษัทประกันภัย
ทำไมถึงเลือกวิธีนี้?
- ประหยัดกว่า: ไม่ต้องเสียเงินก้อนโตไปกับการโฆษณาหรือจัดทำหนังสือชี้ชวน (Prospectus) ขนาดใหญ่
- รวดเร็วกว่า: เพราะติดต่อกับผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย
- สรุปสั้นๆ: บริษัทขนาดเล็กมักชอบการ "Placing" เพราะคุ้มค่าใช้จ่ายมากกว่า
D. การนำหุ้นเข้าตลาดโดยไม่ระดมทุน (Introduction)
วิธีนี้พิเศษมาก! การทำ Introduction จะ ไม่มีการระดมเงินใหม่เลย บริษัทเพียงแค่นำหุ้นที่มีอยู่เดิมไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้ซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้ง่ายขึ้นเท่านั้น วิธีนี้มักทำโดยบริษัทที่มีขนาดใหญ่มากและมีผู้ถือหุ้นจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ "จดทะเบียน" ในตลาดหลักทรัพย์
สรุปประเด็นสำคัญ:
- Offer for Sale: ใช้ธนาคารเป็นตัวกลาง
- Direct Offer: ขายตรงให้สาธารณชนทั่วไป
- Placing: ขายให้นักลงทุนรายใหญ่ไม่กี่ราย (ประหยัดและรวดเร็ว)
- Introduction: เข้าตลาดหุ้นโดยไม่ระดมเงินสดเพิ่ม
3. เราจะกำหนดราคาอย่างไร?
การกำหนดราคาหุ้นที่เหมาะสมเหมือนเรื่อง Goldilocks เลยครับ คือห้ามแพงเกินไป (ไม่มีใครซื้อ) และห้ามถูกเกินไป (บริษัทเสียโอกาสได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย) โดยมี 2 วิธีหลักคือ:
วิธีราคาคงที่ (Fixed Price Method)
บริษัทและที่ปรึกษาจะกำหนดราคา (เช่น หุ้นละ $2.50) ก่อนเริ่มการเสนอขาย จากนั้นนักลงทุนค่อยตัดสินใจว่าจะจองซื้อกี่หุ้นที่ราคานั้น
วิธีประมูลราคา (Tender Method)
แทนที่จะกำหนดราคาตายตัว บริษัทจะเปิดให้นักลงทุน "เสนอราคา" โดยระบุจำนวนหุ้นที่ต้องการและ ราคาเสนอซื้อสูงสุด ที่ยอมรับได้ จากนั้นบริษัทจะพิจารณาทุกใบเสนอราคาและเลือก "ราคาดุลยภาพ (Strike price)" ที่ทำให้ขายหุ้นได้หมดพอดี
คำอธิบายเปรียบเทียบ: ราคาคงที่เหมือนปุ่ม "ซื้อเลย (Buy It Now)" ใน eBay ส่วนวิธีประมูลราคาเหมือนการประมูลที่คนให้ราคาสูงสุดชนะ แต่โดยปกติแล้วทุกคนมักจะจ่ายในราคาปิดการประมูลเท่ากันครับ
รู้หรือไม่?
หากบริษัทตั้งราคาคงที่ไว้ต่ำเกินไป ราคาหุ้นมักจะ "พุ่ง (Pop)" ทันทีเมื่อเริ่มการซื้อขาย แม้ว่านักลงทุนจะดีใจ แต่บริษัทมักจะรู้สึกว่าตนเอง "พลาดโอกาสได้รับเงินเพิ่ม" (left money on the table) ไปครับ
4. การรับประกันการจำหน่าย (Underwriting): "กรมธรรม์ประกันภัย" ของบริษัท
การเข้าตลาดหลักทรัพย์มีค่าใช้จ่ายสูงและมีความเสี่ยง แล้วถ้าบริษัทเสนอขายหุ้นแล้ว ไม่มีคนซื้อล่ะ? นี่จะเป็นหายนะต่อชื่อเสียงและการเงินของบริษัทเลยทีเดียว
เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นี้ บริษัทจึงต้องจ่ายค่า Underwriting โดยจะมีผู้รับประกัน (โดยปกติคือธนาคารเพื่อการลงทุน) มาทำข้อตกลงว่า หากประชาชนซื้อหุ้นไม่หมด ผู้รับประกันจะรับซื้อหุ้นส่วนที่เหลือเหล่านั้นเอง
ต้นทุน: ผู้รับประกันไม่ได้ทำฟรีๆ นะ! พวกเขาจะเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมการรับประกัน (Underwriting commission) ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากเงินทั้งหมดที่ระดมทุนได้
ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยง: อย่าเข้าใจผิดว่าการ Underwriting คือ "เงินกู้" นะ แต่มันเหมือน กรมธรรม์ประกันภัย เพื่อป้องกันกรณีการออกหุ้นล้มเหลวมากกว่าครับ
5. ค่าใช้จ่ายในการทำ Flotation
การนำบริษัทเข้าตลาดไม่ใช่เรื่องถูกๆ นักเรียนมักลืมไปว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะไปหักออกจากเงินสดที่บริษัทได้รับจริง ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ประกอบด้วย:
1. ค่าธรรมเนียมการรับประกัน (Underwriting commission): จ่ายให้ธนาคารสำหรับความเสี่ยงที่รับไว้
2. ค่าธรรมเนียมวิชาชีพ (Professional fees): จ่ายให้ทนายความ นักบัญชี และผู้สอบบัญชีที่เข้ามาตรวจสอบสถานะกิจการ
3. ค่าใช้จ่ายทางการตลาด (Marketing costs): โฆษณา IPO ให้สาธารณชนรับทราบ
4. ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ (Stock exchange fees): จ่ายเป็น "ค่าเช่า" พื้นที่จดทะเบียนในตลาด
5. หนังสือชี้ชวน (Prospectus): เอกสารทางกฎหมายที่อาจหนาหลายร้อยหน้าและมีค่าใช้จ่ายในการจัดทำสูงมาก
6. ตารางสรุปทบทวน
วิธี: Placing
กลุ่มเป้าหมาย: นักลงทุนสถาบัน
ต้นทุน: ต่ำ
ความเร็ว: รวดเร็ว
วิธี: Offer for Sale
กลุ่มเป้าหมาย: สาธารณชนทั่วไปผ่านธนาคาร
ต้นทุน: สูง
ความเร็ว: ช้า
วิธี: Introduction
กลุ่มเป้าหมาย: ไม่ระบุ (หุ้นที่มีอยู่เดิมเท่านั้น)
ต้นทุน: ต่ำที่สุด
ความเร็ว: รวดเร็ว
7. เคล็ดลับสุดท้ายสำหรับการสอบ
เมื่อเจอโจทย์เกี่ยวกับ Flotation ในการสอบ F3 ให้มองหา เป้าหมายของบริษัท ให้เจอ:
- ถ้าบริษัทต้องการ ประหยัดค่าธรรมเนียม และเป็นบริษัทขนาดเล็ก ควรเลือก Placing
- ถ้าต้องการ ระดมเงินให้ได้มากที่สุด และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง Offer for Sale มักจะเป็นคำตอบ
- ถ้าบริษัท มีเงินสดเพียงพออยู่แล้ว แต่อยากให้หุ้นเปลี่ยนมือได้ง่ายขึ้น ให้เลือก Introduction
สู้ต่อไปครับ! คุณกำลังค่อยๆ เชี่ยวชาญโลกที่ซับซ้อนของกลยุทธ์ทางการเงินไปทีละขั้น บทนี้คือหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจ "วิธีการ" และ "เหตุผล" ที่อยู่เบื้องหลังการที่บริษัทก้าวเข้าสู่สนามใหญ่ของตลาดหลักทรัพย์
บทนำสู่การออกหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Rights Issue)
ยินดีต้อนรับเข้าสู่บทเรียนที่นำไปใช้ได้จริงที่สุดบทหนึ่งในการศึกษา F3 ของคุณ! เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น มักจะมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดมากขึ้นเพื่อนำไปลงทุนในโครงการใหม่ ชำระคืนหนี้ หรือขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆ หนึ่งในวิธีที่นิยมมากที่สุดคือการทำ Rights Issue หรือการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ให้ลองนึกภาพว่านี่คือ "การขายแบบ VIP" ที่บริษัทเสนอขายหุ้นใหม่ให้กับเจ้าของเดิมก่อนที่จะเสนอขายให้คนอื่น ถ้าคุณเรียนจบส่วนนี้ คุณจะเข้าใจว่ากระบวนการนี้ทำงานอย่างไร วิธีการคำนวณราคาหุ้นใหม่ และทำไมบริษัทถึงเลือกใช้วิธีนี้
Rights Issue คืออะไร?
Rights Issue คือการเสนอขายหุ้นออกใหม่ให้แก่ ผู้ถือหุ้นเดิม ตามสัดส่วนการถือหุ้นปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินทุนประเภท ส่วนของผู้ถือหุ้นระยะยาว (long-term equity finance) ที่สำคัญ
แนวคิดหลักที่สำคัญคือ สิทธิในการจองซื้อหุ้นก่อน (Pre-emptive Rights) ในหลายประเทศ กฎหมายจะคุ้มครองผู้ถือหุ้นโดยกำหนดว่า "หากบริษัทต้องการออกหุ้นเพิ่มทุน ต้องเสนอขายให้เจ้าของเดิมก่อนเสมอ" วิธีนี้ช่วยป้องกันไม่ให้สัดส่วนอำนาจควบคุมของผู้ถือหุ้นเดิมถูกทำให้ "เจือจาง" (diluted) หรือลดน้อยลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ลักษณะสำคัญ:
• ราคาลดพิเศษ (Discounted Price): เพื่อให้น่าสนใจ ราคาหุ้นใหม่มักจะถูกเสนอขายในราคาที่ ต่ำกว่า ราคาตลาดในปัจจุบัน
• ตามสัดส่วน (Pro-rata): หุ้นจะถูกเสนอขายตามอัตราส่วน เช่น "1 หุ้นใหม่ ต่อ 4 หุ้นเดิม" หมายความว่าทุกๆ 4 หุ้นที่คุณถืออยู่ คุณจะมี "สิทธิ" ซื้อหุ้นใหม่ได้ 1 หุ้น
• ซื้อขายสิทธิได้ (Tradable): "สิทธิ" เหล่านี้มีมูลค่าในตัวเองและมักจะสามารถนำไปขายต่อให้ผู้อื่นได้ หากผู้ถือหุ้นไม่ต้องการใช้สิทธินั้นด้วยตนเอง
สรุปสั้นๆ: Rights issue เป็นวิธีการระดมทุนจากเจ้าของเดิม โดยมักจะให้ส่วนลดราคา เพื่อเป็นการให้เกียรติและเคารพสิทธิในการจองซื้อก่อนของผู้ถือหุ้น
ทำไมต้องเลือกทำ Rights Issue?
ทำไมผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน (Finance Director) ถึงเลือกวิธีนี้แทนที่จะเป็นการเสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (Public Offer)?
1. ต้นทุนถูกกว่า: มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการออกหุ้นต่อสาธารณะมาก เพราะไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแพงๆ หรือค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่าย (underwriting) เพื่อประกันความเสี่ยงที่หุ้นจะขายไม่หมด
2. อำนาจการควบคุม: เนื่องจากหุ้นถูกเสนอขายให้เจ้าของเดิม ความสมดุลของอำนาจ (สิทธิในการออกเสียง) จึงคงเดิม
3. อัตราความสำเร็จสูง: เพราะหุ้นมีส่วนลด ผู้ถือหุ้นจึงมักจะสนใจใช้สิทธิอย่างเต็มใจ
4. การส่งสัญญาณ (Signaling): เป็นการส่งสัญญาณว่าบริษัทมีโครงการใหม่ๆ ที่ยอดเยี่ยม และต้องการให้เจ้าของเดิมได้รับผลประโยชน์จากโครงการนั้น
เปรียบเทียบ: ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่เล็กๆ แห่งหนึ่ง ถ้าทางร้านต้องการขยายสาขา พวกเขาจะมาถามคุณก่อนว่าอยากซื้อ "ส่วนแบ่งการเป็นเจ้าของ" เพิ่มในราคาลดพิเศษไหม ก่อนที่จะไปถามคนนอก วิธีนี้จะช่วยให้ "ครอบครัวคนทำขนมปัง" ยังคงมีอำนาจตัดสินใจอยู่
การคำนวณราคาหุ้นหลังใช้สิทธิ (Theoretical Ex-Rights Price - TERP)
นี่คือหัวข้อยอดฮิตในข้อสอบ! เมื่อบริษัทประกาศทำ Rights issue ราคาหุ้นจะปรับตัวเข้าสู่ระดับราคาใหม่ ซึ่งเราเรียกว่า Theoretical Ex-Rights Price (TERP)
ถ้ารู้สึกยากในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ! มันก็แค่การหาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเท่านั้นเอง เราแค่นำมูลค่าของหุ้นเดิมมารวมกับเงินสดที่ได้จากการออกหุ้นใหม่ แล้วหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังเพิ่มทุน
สูตรการคำนวณ:
\( TERP = \frac{(N \times P) + (n \times S)}{N + n} \)
โดยที่:
N = จำนวนหุ้นเดิมตามอัตราส่วน
P = ราคาตลาดปัจจุบัน (เรียกว่า Cum-Rights Price หรือราคาที่รวมสิทธิ)
n = จำนวนหุ้นใหม่ตามอัตราส่วน
S = ราคาจองซื้อ (ราคาลดพิเศษของหุ้นใหม่)
ตัวอย่างการคำนวณ:
บริษัท X มีราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ที่ $5.00 ประกาศทำ Rights issue ในอัตราส่วน 1 หุ้นใหม่ ต่อ 4 หุ้นเดิม ในราคา $4.00
ขั้นตอนที่ 1: มูลค่าของหุ้นเดิม 4 หุ้น = \( 4 \times \$5.00 = \$20.00 \)
ขั้นตอนที่ 2: มูลค่าของหุ้นใหม่ 1 หุ้น = \( 1 \times \$4.00 = \$4.00 \)
ขั้นตอนที่ 3: มูลค่ารวมของหุ้น 5 หุ้น = \( \$20.00 + \$4.00 = \$24.00 \)
ขั้นตอนที่ 4: TERP = \( \$24.00 / 5 = \$4.80 \)
ราคาหุ้น "ตามทฤษฎี" ใหม่คือ $4.80
มูลค่าของ "สิทธิ" (Value of a Right)
"สิทธิ" คือกระดาษใบหนึ่งที่อนุญาตให้คุณซื้อหุ้นได้ในราคา $4.00 ในขณะที่ตลาดมองว่ามันมีมูลค่าถึง $4.80 ดังนั้นกระดาษใบนี้จึงมีมูลค่าอย่างชัดเจน!
สูตร:
\( Value\ of\ a\ Right = TERP - Subscription\ Price \)
จากตัวอย่างข้างต้น:
\( \$4.80 - \$4.00 = \$0.80 \)
ดังนั้น สิทธิในการซื้อหุ้นใหม่ 1 สิทธิ จึงมีมูลค่า $0.80
คุณรู้หรือไม่? ในโลกความเป็นจริง คุณสามารถนำสิทธิเหล่านี้ไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้เลย! ถ้าคุณไม่ต้องการซื้อหุ้นเพิ่ม ก็แค่ขาย "สิทธิ" ของคุณให้คนอื่น แล้วเก็บเงินสดเข้ากระเป๋าไปได้เลย
4 ทางเลือกของผู้ถือหุ้น
เมื่อผู้ถือหุ้นได้รับสิทธิการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน พวกเขามี 4 ทางเลือกหลัก:
1. ใช้สิทธิ (Exercise): จ่ายเงินแล้วรับหุ้นใหม่มา สัดส่วนการเป็นเจ้าของบริษัทของคุณจะเท่าเดิม
2. ขายสิทธิ (Sell the rights): ขาย "สิทธิในการซื้อ" ให้คนอื่น ได้เงินสดมาทันที แต่สัดส่วนความเป็นเจ้าของในบริษัทจะลดลง
3. ไม่ทำอะไรเลย (Lapse): นี่คือทางเลือกที่แย่ที่สุด! สิทธิจะหมดอายุและเสียมูลค่าไป บริษัทส่วนใหญ่อาจช่วยขายสิทธิแทนผู้ถือหุ้นในกรณีที่ลืม แต่ก็ไม่เสมอไป
4. Tail-swallow: เป็นเทคนิคฉลาดๆ คือการขายสิทธิบางส่วน เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าจองซื้อหุ้นในส่วนที่เหลือ วิธีนี้ทำให้คุณได้หุ้นใหม่โดยไม่ต้องควักเงินสดส่วนตัวออกมาเลย
ประเด็นสำคัญ: ในทางทฤษฎี ความมั่งคั่งรวม ของผู้ถือหุ้นควรจะเท่าเดิม ไม่ว่าจะเลือกใช้สิทธิหรือขายสิทธิก็ตาม (โดยไม่นับรวมค่าธรรมเนียมและภาษี)
ผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงิน
ในการสอบ F3 คุณต้องเข้าใจว่า Rights issue ส่งผลต่อสถานะทางการเงินของบริษัทอย่างไร:
กำไรต่อหุ้น (EPS): ปกติจะ ลดลง เพราะจำนวนหุ้นในตลาดเพิ่มขึ้น แต่เงินทุนที่เข้ามาใหม่ยังไม่ได้สร้างกำไรในทันที นอกจากนี้เราต้องปรับตัวเลข EPS ในอดีตด้วย "bonus factor" เพื่อให้เปรียบเทียบกันได้
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Gearing): ปกติจะ ลดลง เพราะบริษัทระดมทุนด้วยการออกหุ้น (Equity) ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น หนี้สินจึงดูน้อยลงเมื่อเทียบกัน
กระแสเงินสด: บริษัทจะมี เงินสดรับ จำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปใช้ลดหนี้หรือลงทุนในโครงการต่างๆ ได้
ข้อควรระวัง
• สับสนเรื่องอัตราส่วน: ในการออกหุ้นแบบ "1 ต่อ 4" จำนวนหุ้นรวมจะกลายเป็น 5 ไม่ใช่ 4 อย่าลืมบวกเลขทั้งสองตัวเข้าด้วยกันเพื่อใช้เป็นตัวหารเสมอ
• สับสนราคา: ใช้ราคา Cum-Rights (ราคาก่อนเพิ่มทุน) ในการคำนวณ TERP และใช้ ราคาจองซื้อ (ราคาที่เสนอขาย) ในส่วนของการคำนวณเงินสดที่รับเข้ามา
• ความมั่งคั่ง: จำไว้ว่าแม้ราคาหุ้นจะตกลงจากราคาเดิมมาเป็น TERP แต่ผู้ถือหุ้นไม่ได้ "จนลง" เพราะพวกเขามีหุ้นเพิ่มขึ้นหรือได้เงินสดจากการขายสิทธิมาชดเชยส่วนต่างนั้นแล้ว
ตารางสรุป
แนวคิด: Rights Issue
แหล่งเงินทุน: ส่วนของผู้ถือหุ้นระยะยาว (Equity)
ราคา: มักให้ส่วนลดจากราคาตลาด
การคำนวณที่สำคัญ: TERP (ราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก)
ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น: ความมั่งคั่งคงเดิม; หากใช้สิทธิสัดส่วนความเป็นเจ้าของจะเท่าเดิม
ผลกระทบต่อบริษัท: เงินสดเพิ่มขึ้น, หนี้สินต่อทุน (Gearing) ลดลง, EPS อาจลดลง (Diluted)