ยินดีต้อนรับสู่โลกของพันธบัตร!
หากคุณเคยให้เพื่อนยืมเงิน 20 ดอลลาร์ แล้วขอคืน 22 ดอลลาร์ในสัปดาห์ถัดไป คุณได้สร้างพันธบัตรขนาดจิ๋วขึ้นมาแล้ว ในโลกการเงิน พันธบัตร (Bonds) ก็คือ "สัญญาใช้เงิน" (IOU) ที่ออกโดยรัฐบาลหรือบริษัทนั่นเอง แทนที่จะไปกู้เงินจากธนาคาร หน่วยงานเหล่านี้เลือกที่จะกู้ยืมจากประชาชน (อย่างเช่นคุณ!) โดยสัญญาว่าจะคืนเงินต้นพร้อมกับดอกเบี้ย
การเข้าใจคำศัพท์เกี่ยวกับพันธบัตรคือรากฐานสำคัญของข้อสอบ Exam FM เกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ต้องกังวลนะหากรู้สึกว่าศัพท์เยอะในช่วงแรก เมื่อคุณเห็นภาพรวมว่าแต่ละส่วนประกอบเข้าด้วยกันอย่างไร ทุกอย่างจะดูเข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลย
1. กายวิภาคพื้นฐานของพันธบัตร
เพื่อที่จะเข้าใจพันธบัตร เราต้องรู้ว่าใครจ่ายอะไร และจ่ายเมื่อไหร่ นี่คือคำจำกัดความหลักที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจ:
มูลค่าหน้าตั๋ว (Face Value: F)
หรือที่เรียกว่า Par Value คือจำนวนเงินที่ระบุไว้บน "ใบสำคัญ" ของพันธบัตร ในโจทย์ Exam FM ส่วนใหญ่ หากไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น ให้ถือว่ามูลค่าหน้าตั๋วคือ \(1,000\) ลองคิดซะว่ามันคือ "ป้ายชื่อ" ของพันธบัตรใบนั้น
มูลค่าไถ่ถอน (Redemption Value: C)
คือจำนวนเงินที่ผู้กู้จ่ายคืนให้แก่ผู้ถือพันธบัตรเมื่อสิ้นสุดอายุของพันธบัตร (ณ วันครบกำหนด) ข้อควรจำ: บ่อยครั้งที่พันธบัตรถูก "ไถ่ถอนที่มูลค่าพาร์" ซึ่งหมายถึง \(C = F\) แต่ต้องอ่านโจทย์ให้ดีเสมอ! เพราะบางครั้ง \(C\) อาจมีค่าไม่เท่ากับ \(F\)
อัตราคูปอง (Coupon Rate: r)
คืออัตราดอกเบี้ยที่ใช้คำนวณการจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆ โดยเกือบทั้งหมดจะระบุเป็น อัตราดอกเบี้ยทบต้นรายปี (nominal annual rate) ที่มีความถี่ในการทบต้นเท่ากับการจ่ายคูปอง
เปรียบเทียบ: หากพันธบัตรคือต้นไม้ คูปองก็คือผลไม้ที่ร่วงหล่นลงมาให้คุณเก็บทุกๆ สองสามเดือนนั่นเอง
คูปอง (Coupon: Fr)
คือจำนวนเงินจริงๆ ของการจ่ายในแต่ละงวด ซึ่งคำนวณได้โดยการนำมูลค่าหน้าตั๋วคูณกับอัตราคูปองต่อหนึ่งงวด ถ้า \(r\) คืออัตราต่อปี และมีการจ่ายเงิน \(m\) ครั้งต่อปี คูปองจะมีค่าเท่ากับ: \( \text{Coupon} = F \times \frac{r}{m} \)
อัตราผลตอบแทน (Yield Rate: i)
คือ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ที่นักลงทุนได้รับ ซึ่งเป็น "อัตราดอกเบี้ย" ที่เราใช้คิดลดกระแสเงินสดในสูตรมูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของเรา ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: นักเรียนมักสับสนระหว่าง อัตราคูปอง (r) กับ อัตราผลตอบแทน (i) - อัตราคูปอง (Coupon Rate) เป็นตัวกำหนดจำนวนเงินกระแสเงินสด - อัตราผลตอบแทน (Yield Rate) เป็นตัวกำหนดราคา/มูลค่าของกระแสเงินสดเหล่านั้น
ทบทวนสั้นๆ: "สี่ตัวแปรหลัก"
- F: Face Value (ใช้หาเงินคูปอง)
- C: Redemption Value (เงินก้อนสุดท้ายที่ได้รับ)
- r: Coupon rate (อัตราดอกเบี้ยที่ "สัญญา" ไว้ว่าจะจ่าย)
- i: Yield rate (อัตราดอกเบี้ยของ "ตลาด" หรือ "นักลงทุน")
2. ช่วงเวลาและความถี่
พันธบัตรไม่ได้อยู่คงทนถาวร เราจึงต้องกำหนดเส้นเวลาให้ชัดเจน
อายุของพันธบัตร (Term to Maturity: n)
คือจำนวนงวดการวัดดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงกำหนดไถ่ถอนพันธบัตร หากพันธบัตรอายุ 10 ปี จ่ายคูปอง ปีละ 2 ครั้ง (semiannually) ดังนั้น \(n = 20\) งวด
วันครบกำหนด (Maturity Date)
คือวันที่ระบุไว้ว่าพันธบัตรจะสิ้นสุดอายุและจ่ายมูลค่าไถ่ถอน \(C\)
รู้หรือไม่? พันธบัตรส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ จ่ายคูปองปีละ 2 ครั้ง สำหรับข้อสอบ Exam FM ให้ตรวจสอบความถี่ทันทีที่อ่านโจทย์ ถ้าโจทย์บอกว่า "semiannual" ให้หารอัตราดอกเบี้ยต่อปีด้วย 2 และคูณจำนวนปีด้วย 2 เสมอ!
3. ราคา, ส่วนเกิน และส่วนลด
ราคา (Price: P) ของพันธบัตรคือ มูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมด (ทั้งเงินคูปองและมูลค่าไถ่ถอน) ที่คำนวณโดยใช้อัตราผลตอบแทน \(i\)
สูตรราคาพันธบัตร
สูตรมาตรฐานที่ใช้คือ:
\( P = Fr \cdot a_{\overline{n}|i} + C \cdot v^n_i \)
โดยที่:
- \(Fr \cdot a_{\overline{n}|i}\) คือมูลค่าปัจจุบันของ "ผลไม้" ทั้งหมด (เงินคูปอง)
- \(C \cdot v^n_i\) คือมูลค่าปัจจุบันของ "ต้นไม้" (มูลค่าไถ่ถอน) เมื่อครบกำหนด
หมวดหมู่การซื้อขาย
ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างราคา (\(P\)) และมูลค่าไถ่ถอน (\(C\)) พันธบัตรจะถูกแบ่งเป็น 3 ประเภท:
1. ซื้อขายที่ราคาพาร์ (Trading at Par): เมื่อ \(P = C\) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออัตราคูปองเท่ากับอัตราผลตอบแทน (\(r = i\))
2. ซื้อขายที่ราคาพรีเมียม (Trading at a Premium): เมื่อ \(P > C\) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออัตราคูปองสูงกว่าอัตราผลตอบแทน (\(r > i\)) นักลงทุนยอมจ่าย "แพงกว่า" เพราะคูปองที่ได้นั้นคุ้มค่ามาก!
3. ซื้อขายที่ราคาส่วนลด (Trading at a Discount): เมื่อ \(P < C\) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออัตราคูปองต่ำกว่าอัตราผลตอบแทน (\(r < i\)) พันธบัตรนี้กำลัง "ลดราคา" เพราะเงินคูปองที่ได้นั้นน้อย
ตัวช่วยจำ: กระดานหก
ลองนึกภาพ \(P\) และ \(i\) อยู่บนกระดานหก เมื่ออัตราดอกเบี้ย (\(i\)) สูงขึ้น ราคา (\(P\)) จะ ลดลง ทั้งสองตัวแปรจะเคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามเสมอ!
4. พันธบัตรประเภทพิเศษ
แม้ว่าพันธบัตรส่วนใหญ่จะเป็นไปตามกฎข้างต้น แต่คุณอาจพบรูปแบบเหล่านี้:
พันธบัตรแบบไม่มีคูปอง (Zero-Coupon Bonds)
นี่คือพันธบัตรที่เรียบง่ายที่สุด ตรงตามชื่อคือ ไม่มีการจ่ายคูปอง (\(r = 0\)) นักลงทุนจะซื้อพันธบัตรนี้ในราคาลดพิเศษและได้รับมูลค่าไถ่ถอนเมื่อครบกำหนด
ราคาคำนวณได้ง่ายๆ คือ: \( P = C \cdot v^n_i \)
การสะสมส่วนลด / การตัดจำหน่ายส่วนเกิน
เมื่อคุณซื้อพันธบัตรในราคาพรีเมียม มูลค่าทางบัญชีของคุณจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเข้าใกล้วันไถ่ถอน ส่วนเมื่อซื้อในราคาลด มูลค่าพันธบัตรจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
- การตัดจำหน่ายส่วนเกิน (Amortization of Premium): คือกระบวนการลดราคา "ส่วนเกิน" ที่จ่ายไปลงจนเท่ากับมูลค่าไถ่ถอน
- การสะสมส่วนลด (Accumulation of Discount): คือกระบวนการปรับราคาส่วนลดขึ้นจนเท่ากับมูลค่าไถ่ถอน
5. สรุปประเด็นสำคัญ
อย่าให้ศัพท์เทคนิคทำให้คุณกลัว นี่คือ "โพย" สรุปสำหรับบทนี้:
- F คือ "Face" (ใช้หาค่าคูปอง)
- C คือ "Cash back" (เงินที่ได้รับคืนเมื่อสิ้นสุดสัญญา)
- r คือ "Rate" ของคูปอง
- i คือ "Investor's yield" (อัตราผลตอบแทนของนักลงทุน)
- ถ้า r > i จะเป็น Premium (ราคา > มูลค่าไถ่ถอน)
- ถ้า r < i จะเป็น Discount (ราคา < มูลค่าไถ่ถอน)
- อย่าลืมปรับ n และ i ให้ตรงกับความถี่ในการจ่ายคูปองเสมอ!
หมั่นฝึกฝนต่อไปนะ! ศัพท์พันธบัตรเปรียบเสมือนภาษาใหม่ ในช่วงแรกคุณอาจต้องแปลในหัว แต่เดี๋ยวคุณก็จะเริ่ม "พูดภาษาพันธบัตร" ได้อย่างคล่องแคล่วเอง!