บทเรียน: รูปพรรณ สีสันของเสียง และลักษณะของเสียง (Texture, Tone Color, and Characteristics of Sound)
สวัสดีครับน้อง ๆ ว่าที่นิสิตนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ทุกคน! ในส่วนของข้อสอบ TPAT22 ดนตรี หัวข้อ "รูปพรรณ สีสันของเสียง และลักษณะของเสียง" อาจจะฟังดูเป็นชื่อที่วิชาการจดจำยาก แต่ความจริงแล้วมันคือเรื่องของ "ความรู้สึก" และ "หู" ของเราล้วน ๆ เลยครับ
ถ้ารู้สึกว่าคำศัพท์พวกนี้ดูซับซ้อนในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ! ลองนึกภาพว่าดนตรีเหมือนกับอาหาร ลักษณะของเสียง คือวัตถุดิบ สีสันของเสียง คือรสชาติเฉพาะตัวของวัตถุดิบนั้น และ รูปพรรณ คือวิธีการที่เราเอาวัตถุดิบเหล่านั้นมาปรุงรวมกันนั่นเองครับ พร้อมแล้วเราไปเจาะลึกกันเลย!
1. ลักษณะของเสียง (Characteristics of Sound)
เสียงดนตรีที่เราได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นดนตรีไทยหรือสากล จะมีคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการที่ทำให้เราแยกแยะได้ว่า "นี่คือเสียงดนตรี" ครับ
- ระดับเสียง (Pitch): ความสูง-ต่ำของเสียง ขึ้นอยู่กับความถี่ของการสั่นสะเทือน (เช่น เสียงนกหวีดคือระดับเสียงสูง เสียงกลองใหญ่คือระดับเสียงต่ำ)
- ความยาวของเสียง (Duration): ความสั้น-ยาวของเสียง ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องของ จังหวะ (Rhythm) ในบทถัดไป
- ความเข้มของเสียง (Intensity/Volume): ความดัง-เบาของเสียง ในทางดนตรีสากลเราจะคุ้นเคยกับคำว่า Dynamics (เช่น Piano ที่แปลว่าเบา หรือ Forte ที่แปลว่าดัง)
- คุณภาพของเสียง (Quality/Timbre): หรือที่เราเรียกว่า "สีสันของเสียง" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นเองครับ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:
น้อง ๆ หลายคนมักสับสนระหว่าง "ระดับเสียง (Pitch)" กับ "ความเข้มของเสียง (Volume)" จำไว้ว่า เสียงสูง (Pitch) ไม่จำเป็นต้องเสียงดัง (Volume) เสมอไปนะ! เราสามารถกระซิบด้วยเสียงสูง ๆ หรือตะโกนด้วยเสียงต่ำ ๆ ก็ได้ครับ
2. สีสันของเสียง (Tone Color / Timbre)
สีสันของเสียง คือคุณลักษณะที่ทำให้เราแยกได้ว่า เสียงที่ได้ยินมาจากเครื่องดนตรีชนิดไหน แม้ว่าเครื่องดนตรีเหล่านั้นจะเล่น "โน้ตตัวเดียวกัน" และ "ดังเท่ากัน" ก็ตาม
ทำไมเสียงถึงมีสีสันต่างกัน?
1. แหล่งกำเนิดเสียง: เช่น สาย (เครื่องสาย), คอลัมน์อากาศ (เครื่องเป่า), แผ่นโลหะ/ไม้ (เครื่องตี)
2. วัสดุที่ใช้ทำ: ขลุ่ยไม้กับขลุ่ยพลาสติกจะมีสีสันของเสียงที่ต่างกันเล็กน้อย
3. วิธีการบรรเลง: การดีด (Plucking) การสี (Bowing) หรือการตี (Striking) ทำให้เกิดสีสันที่ต่างกันอย่างชัดเจน
รู้หรือไม่?
คำว่า Timbre อ่านว่า "แทม-เบอร์" (ออกเสียงแบบฝรั่งเศส) ในข้อสอบ TPAT2 มักจะใช้ควบคู่กับคำว่า "สีสันของเสียง" เพื่ออธิบายว่าทำไมเสียงไวโอลินถึงฟังดูเศร้าและพริ้วไหว ในขณะที่เสียงทรัมเป็ตฟังดูองอาจและสว่างสดใส
3. รูปพรรณ (Texture)
รูปพรรณ หรือ "พื้นผิวของดนตรี" คือลักษณะการจัดระเบียบของแนวเสียงต่าง ๆ ว่ามีการประสานกันอย่างไร ลองนึกถึง "ผ้า" นะครับ บางผืนทอด้วยด้ายเส้นเดียว บางผืนทอซ้อนกันหลายชั้นจนหนานุ่ม
ประเภทของรูปพรรณที่ออกสอบบ่อย:
1. Monophony (แนวทำนองเดียว):
คือดนตรีที่มีเพียงทำนองเดียวล้วน ๆ ไม่มีเสียงประสาน ไม่มีคอร์ด
ตัวอย่าง: การร้องเพลงชาติคนเดียวเปล่า ๆ หรือการเป่าขลุ่ยเพียงเลาเดียวโดยไม่มีดนตรีอื่นคลอ
2. Homophony (ทำนองหลักและเสียงประสาน):
คือการที่มี "ทำนองหลัก" ที่เด่นที่สุดเพียงอย่างเดียว ส่วนแนวอื่น ๆ มีหน้าที่สนับสนุนหรือทำหน้าที่เป็นคอร์ดประสาน
ตัวอย่าง: การร้องเพลงโดยมีกีตาร์ดีดคอร์ดคลอตาม หรือเพลง Pop ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
3. Polyphony (หลายทำนองอิสระ):
คือการที่มีทำนองตั้งแต่ 2 แนวขึ้นไปเล่นไปพร้อม ๆ กัน โดยที่แต่ละแนวมีความเด่นเท่ากันและมีความเป็นอิสระต่อกัน
ตัวอย่าง: การร้องเพลงประสานเสียงแบบที่ร้องคนละท่อนแล้วมาสอดรับกัน (เช่น เพลงนกแลหรือเพลง Round)
4. Heterophony (ทำนองหลักแนวเดียวกันแต่แต่งเติมต่างกัน):
*สำคัญมากสำหรับดนตรีไทย!* คือการที่เครื่องดนตรีหลายชนิดเล่นทำนองหลักเดียวกัน แต่แต่ละเครื่องจะทำการ "แปร" หรือ "ตอด" ทำนองตามธรรมชาติของเครื่องดนตรีตนเอง
ตัวอย่าง: วงปี่พาทย์ไทยที่ระนาดเอก ระนาดทุ่ม และฆ้องวง เล่นเพลงเดียวกันแต่ทางเพลงต่างกัน
ทบทวนประเด็นสำคัญ:
ในข้อสอบ TPAT22 ถ้าโจทย์ถามถึง "ลักษณะรูปพรรณของดนตรีไทยเดิม" ให้พุ่งเป้าไปที่ Heterophony ก่อนเสมอ เพราะเป็นเอกลักษณ์เด่นของการบรรเลงแบบวงดนตรีไทยครับ
สรุปภาพรวมเพื่อการเตรียมสอบ
ในการทำข้อสอบบทนี้ น้อง ๆ ควรฝึกแยกแยะด้วยเสียง (Ear Training) เบื้องต้น ดังนี้ครับ:
1. ฟังสีสันของเสียง: แยกให้ออกว่าเสียงไหนคือเครื่องสาย เครื่องเป่า หรือเครื่องตี (เชื่อมโยงกับบทที่ 2.2 เรื่องเครื่องดนตรี)
2. มองรูปพรรณ: ถ้าในโน้ตที่โจทย์ให้มามีเพียงบรรทัดเดียว = Monophony, ถ้ามีทำนองเด่นและมีคอร์ดสนับสนุนด้านล่าง = Homophony
3. เปรียบเทียบ: ดนตรีสากลมักเน้น Homophony และ Polyphony ส่วนดนตรีไทยมักเน้น Heterophony ครับ
"ดนตรีไม่ใช่แค่เรื่องของตัวโน้ตบนกระดาษ แต่คือการเข้าใจธรรมชาติของเสียงที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา"
สู้ ๆ นะครับน้อง ๆ หัวข้อนี้นับเป็นคะแนนช่วยได้ดีมากหากเราเข้าใจหลักการแยกแยะเบื้องต้น ไม่ต้องจดจำทฤษฎีที่ยากเกินจริง แต่ให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำศัพท์แต่ละคำก็เพียงพอแล้วสำหรับการทำข้อสอบ TPAT2 ครับ!