ยินดีต้อนรับสู่โลกของ Put–Call Parity!
สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจหนึ่งในแนวคิดที่สง่างามและมีประโยชน์ที่สุดในหลักสูตร CFA Level I วิชาอนุพันธ์ (Derivatives) นั่นคือ Put–Call Parity ครับ หากคุณเคยสงสัยว่าเทรดเดอร์รู้ได้อย่างไรว่าออปชันนั้น "ราคาเหมาะสม" แล้วหรือยัง หรือเขาสร้าง "หุ้นจำลอง" (Synthetic Stock) ขึ้นมาจากออปชันได้อย่างไร นี่คือหัวใจสำคัญของเรื่องนั้นเลยครับ ไม่ต้องกังวลไปนะครับถ้าตอนนี้จะรู้สึกว่าเรื่องอนุพันธ์มันดูเป็นนามธรรมไปสักหน่อย เราจะมาค่อยๆ ย่อยเรื่องนี้ด้วยตรรกะง่ายๆ สูตรคลาสสิก และเทคนิคการจำที่เข้าใจได้ไม่ยากครับ
เมื่ออ่านบันทึกนี้จบ คุณจะเห็นว่าออปชัน หุ้น และพันธบัตร ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเดียวกัน และ Put-Call Parity ก็คือ "DNA" ที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันครับ
1. พื้นฐานที่สำคัญ: ใช้ได้เฉพาะ European Options เท่านั้น
ก่อนที่เราจะไปดูเรื่องสมการ มีกฎข้อสำคัญที่สุดหนึ่งข้อที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ: Put–Call Parity ใช้ได้เฉพาะกับออปชันแบบยุโรป (European-style options) เท่านั้นครับ
ทบทวนความรู้กันสักนิด:
- European options: ใช้สิทธิ์ได้เฉพาะที่วันหมดอายุ (Maturity) เท่านั้น
- American options: ใช้สิทธิ์เมื่อไหร่ก็ได้ก่อนวันหมดอายุ
เนื่องจากออปชันยุโรปมีกำหนดเวลาใช้สิทธิ์ที่แน่นอน เราจึงสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบระหว่าง Call, Put, หุ้น และพันธบัตรได้ หากมี สินทรัพย์อ้างอิงเดียวกัน, ราคาใช้สิทธิ์ (\(X\)) เท่ากัน และ วันหมดอายุ (\(T\)) วันเดียวกัน ราคาของพวกมันต้องมีความสมดุลตามเงื่อนไขเฉพาะครับ
2. สองพอร์ตโฟลิโอที่มีชื่อเสียง
เพื่อให้เข้าใจ Put–Call Parity เราต้องเปรียบเทียบสองกลยุทธ์ที่ให้ผลลัพธ์ทางการเงินเท่ากันเป๊ะในอนาคต นั่นคือ Fiduciary Call และ Protective Put ครับ
A. Fiduciary Call
ลองจินตนาการว่าคุณอยากถือหุ้นในอนาคต คุณจึงตัดสินใจซื้อ Call option (เพื่อให้ได้สิทธิ์ซื้อหุ้นที่ราคาใช้สิทธิ์ \(X\)) และเพื่อความมั่นใจว่าคุณจะมีเงินสดพอที่จะซื้อหุ้นนั้นหากคุณใช้สิทธิ์ คุณจึงนำเงินไปลงทุนใน พันธบัตรปลอดความเสี่ยงแบบ Zero-coupon ที่จะเติบโตขึ้นจนมีมูลค่าเท่ากับราคา \(X\) พอดีในวันหมดอายุ
มูลค่าของ Fiduciary Call = \(C_0 + \frac{X}{(1+r)^T}\)
(โดย \(C_0\) คือราคา Call และส่วนหลังคือมูลค่าปัจจุบันของราคาใช้สิทธิ์)
B. Protective Put
คราวนี้ลองมาดูกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน คุณซื้อ หุ้น ในวันนี้ แต่คุณกังวลว่าราคาหุ้นอาจจะตกลง คุณจึงป้องกันความเสี่ยงด้วยการซื้อ Put option (เพื่อให้ได้สิทธิ์ขายหุ้นที่ราคาใช้สิทธิ์ \(X\)) สิ่งนี้ช่วย "ปกป้อง" ขาลงของคุณนั่นเองครับ
มูลค่าของ Protective Put = \(S_0 + P_0\)
(โดย \(S_0\) คือราคาหุ้นปัจจุบัน และ \(P_0\) คือราคา Put)
ทำไมถึงเท่ากัน?
ไม่ว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง พอร์ตโฟลิโอทั้งสองจะมีมูลค่าเท่ากัน ณ วันหมดอายุ (คือค่าที่สูงกว่าระหว่างราคาหุ้นกับราคาใช้สิทธิ์) ในเมื่อมันให้ผลตอบแทนตอนจบเท่ากัน ทั้งคู่ก็ จำเป็นต้อง มีต้นทุนเริ่มต้นที่เท่ากันด้วย! หากไม่เท่ากัน จะเกิดโอกาสทำ "กำไรไร้ความเสี่ยง" (Arbitrage) หรือเงินฟรีๆ ซึ่งเทรดเดอร์จะรีบเข้าฉวยโอกาสจนกว่าราคากลับมาสมดุลกันครับ
สรุปสั้นๆ:
Fiduciary Call: Long Call + Long Risk-Free Bond
Protective Put: Long Stock + Long Put
3. สูตร Put–Call Parity
นี่คือ "สมการทองคำ" ที่คุณต้องท่องให้ขึ้นใจครับ:
\[ S_0 + P_0 = C_0 + \frac{X}{(1+r)^T} \]
เทคนิคการจำ: "Sip Coke"
ให้คิดว่า: S + P = C + K (โดยที่ K คือราคาใช้สิทธิ์ที่ปรับลดค่าแล้วเป็นมูลค่าปัจจุบัน)
S (Stock) + P (Put) = C (Call) + K (Kash/Bond).
รู้หรือไม่?
สูตรนี้เปรียบเสมือนตาชั่งครับ ถ้าฝั่งไหน "หนัก" (ราคาแพง) กว่าอีกฝั่ง ตาชั่งก็จะเอียง และนักเก็งกำไรส่วนต่าง (Arbitrageurs) ก็จะกระโดดเข้ามาหาประโยชน์จากความไม่สมดุลนั้นจนมันกลับมาเท่ากัน!
4. การสร้างออปชันจำลอง (Synthetics)
ตรงนี้แหละคือจุดที่ความสนุกของข้อสอบ CFA เริ่มขึ้น! ถ้าคุณรู้ตัวแปร 3 ตัว คุณก็สามารถ "จำลอง" ตัวที่ 4 ขึ้นมาได้โดยการจัดรูปสมการพีชคณิตง่ายๆ เพื่อ "จำลอง" สิ่งไหน ให้แยกสิ่งนั้นไว้ข้างหนึ่งของเครื่องหมายเท่ากับครับ
1. ต้องการจำลองหุ้น? (Long Stock)
ย้าย Put ไปอีกข้าง: \(S_0 = C_0 + \frac{X}{(1+r)^T} - P_0\)
แปลว่า: ซื้อ Call, ซื้อพันธบัตร, และขาย (Short) Put
2. ต้องการจำลอง Call Option? (Long Call)
ย้ายพันธบัตรไปอีกข้าง: \(C_0 = S_0 + P_0 - \frac{X}{(1+r)^T}\)
แปลว่า: ซื้อหุ้น, ซื้อ Put, และกู้เงิน (Short พันธบัตร)
3. ต้องการจำลอง Put Option? (Long Put)
ย้ายหุ้นไปอีกข้าง: \(P_0 = C_0 + \frac{X}{(1+r)^T} - S_0\)
แปลว่า: ซื้อ Call, ซื้อพันธบัตร, และขาย (Short) หุ้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:
เมื่อคุณเห็น เครื่องหมายลบ ในสูตร (เช่น \(- S_0\)) หมายความว่าคุณกำลัง Short หรือ ขาย สินทรัพย์นั้น และเมื่อเห็น เครื่องหมายบวก หมายความว่าคุณกำลัง ซื้อ หรือ Long สินทรัพย์นั้นครับ
5. Arbitrage: เมื่อตาชั่งไม่สมดุล
ถ้าสมการไม่เป็นจริง โอกาสทำกำไรไร้ความเสี่ยงจะเกิดขึ้น กฎง่ายๆ คือ: ซื้อฝั่งที่ราคาถูกกว่า และขายฝั่งที่ราคาแพงกว่าครับ
ตัวอย่าง:
สมมติว่า \(S + P > C + PV(X)\)
Protective Put นั้นแพงเกินไป และ Fiduciary Call นั้นถูกเกินไป
วิธีทำ: ขายหุ้น, ขาย Put (ฝั่งที่แพง), แล้วเอาเงินไปซื้อ Call, ซื้อพันธบัตร (ฝั่งที่ถูก) คุณก็จะคว้าส่วนต่างกำไรเข้ากระเป๋าทันทีโดยไม่มีความเสี่ยง!
ขั้นตอนการทำโจทย์ Arbitrage:
1. คำนวณฝั่งซ้าย (\(S+P\))
2. คำนวณฝั่งขวา (\(C + PV(X)\))
3. ระบุว่าฝั่งไหนราคาถูกกว่า
4. "ซื้อของถูก ขายของแพง"
6. Put–Call Forward Parity
ในบางครั้งหลักสูตรจะเปลี่ยนราคาหุ้นปัจจุบัน (\(S_0\)) เป็นราคาล่วงหน้า (\(F_0(T)\)) เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างราคาสปอตและราคาล่วงหน้า สูตรจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อยดังนี้ครับ:
\[ \frac{F_0(T) + P_0}{(1+r)^T} = \frac{C_0 + X}{(1+r)^T} \]
หรือจำง่ายๆ ว่า: มูลค่าปัจจุบันของราคาล่วงหน้าบวกด้วยราคา Put จะเท่ากับมูลค่าปัจจุบันของ Call บวกด้วยราคาใช้สิทธิ์ นี่เป็นแค่รูปแบบหนึ่งของความสมดุลเดิมๆ อย่าปล่อยให้คำว่า "Forward" ทำให้คุณกลัวนะครับ!
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับวันสอบ
• สูตรหลัก: \(S + P = C + PV(X)\) นี่คือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ
• การจำลอง (Replication): ถ้าโจทย์ถามหา "Synthetic Put" ก็แค่แก้สมการหาค่า \(P\)
• ส่วนประกอบ: อย่าลืมว่า "พันธบัตร" หรือ "\(PV(X)\)" หมายถึงพันธบัตรปลอดความเสี่ยงที่ครบกำหนด ณ ราคา \(X\)
• European เท่านั้น: Parity ใช้ไม่ได้กับ American options อย่างเคร่งครัดเพราะมีการใช้สิทธิ์ก่อนกำหนดได้
• อย่าตื่นตระหนก: ถ้าลืมวิธีจัดรูปสมการ ให้เขียน \(S + P = C + PV(X)\) ไว้ก่อน แล้วใช้พีชคณิตพื้นฐานย้ายข้างตัวแปรเอาครับ!
คุณทำได้แน่นอนครับ! อนุพันธ์อาจดูน่ากลัว แต่มันก็แค่ความสมดุลเรียบง่าย ฝึกทำโจทย์พีชคณิตบ่อยๆ แล้วทุกอย่างจะกลายเป็นเรื่องที่ทำได้โดยสัญชาตญาณครับ