บทนำสู่ตารางการผ่อนชำระเงินกู้, เงินต้นและดอกเบี้ย, และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (APR)

ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนหลักที่สำคัญยิ่งของวิชา CM1! ไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อบ้าน การจัดไฟแนนซ์รถยนต์ หรือการระดมทุนในโครงการขององค์กร เงินกู้ถือเป็นกระดูกสันหลังของระบบการเงินเชิงพาณิชย์ ในบทนี้ เราจะมาเจาะลึกโครงสร้างของเงินกู้ การแบ่งค่างวดผ่อนชำระในแต่ละงวดออกเป็นส่วนของดอกเบี้ยและส่วนของการชำระคืนเงินต้น รวมถึงวิธีวัดต้นทุนการกู้ยืมที่แท้จริงต่อปีผ่าน อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Annual Percentage Rate หรือ APR)

ถ้ารู้สึกว่าเนื้อหานี้ดูซับซ้อนในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ! เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว ทั้งบทนี้สร้างขึ้นบนแนวคิดที่ตรงไปตรงมาซึ่งน้องๆ คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว นั่นคือ สมการแห่งมูลค่า (equation of value) ซึ่งกำหนดให้จำนวนเงินกู้ที่ได้รับ เท่ากับมูลค่าปัจจุบันของค่างวดที่ต้องผ่อนชำระคืนทั้งหมดนั่นเอง

หมายเหตุเกี่ยวกับขอบเขตหลักสูตร: บทนี้จะเน้นเฉพาะหัวข้อ 2.2 ของหลักสูตร ("เงินกู้ที่ชำระคืนด้วยงวดการจ่ายสม่ำเสมอทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น — ค่างวดผ่อนชำระ, องค์ประกอบของดอกเบี้ยและเงินต้น, อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (APR) และตารางการผ่อนชำระเงินกู้") สำหรับการประยุกต์ใช้อื่นๆ ในหัวข้อนี้ เช่น การกำหนดราคาตราสารหนี้, การประเมินโครงการ และการประเมินมูลค่าหุ้น จะกล่าวถึงในบทถัดๆ ไป


1. หลักการพื้นฐานของเงินกู้และโครงสร้างการชำระคืน

สมการแห่งมูลค่าสำหรับเงินกู้ (The Equation of Value for a Loan)

เมื่อกู้ยืมเงินจำนวน \(L\) ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง \(i\) ต่องวด และผ่อนชำระคืนด้วยกระแสเงินสด \(X_1, X_2, \dots, X_n\) ณ สิ้นแต่ละงวด สมการแห่งมูลค่า ณ เวลา \(t = 0\) จะเขียนได้เป็น:

\(L = \sum_{t=1}^{n} X_t v^t\)

โดยที่ \(v = \frac{1}{1 + i}\) คือตัวคิดลด (discount factor) ต่องวด

หากเป็นการผ่อนชำระเงินกู้ด้วย ค่างวดรายปีที่เท่ากัน จำนวน \(X\) ณ สิ้นงวด เป็นเวลา \(n\) ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี \(i\) สมการจะลดรูปเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ประกันภัยที่เราคุ้นเคย:

\(L = X a_{\overline{n}|}\)

โดยที่ \(a_{\overline{n}|} = \frac{1 - v^n}{i}\) ซึ่งจากจุดนี้ เราจะสามารถหาค่างวดรายปีที่เท่ากันได้อย่างง่ายดายดังนี้:

\(X = \frac{L}{a_{\overline{n}|}}\)

การผ่อนชำระปีละ \(p\) ครั้ง (Payments Payable \(p\)-thly)

ในชีวิตจริง เงินกู้อย่างเช่นสินเชื่อบ้านมักจะผ่อนชำระเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส หากมีการชำระค่างวดที่เท่ากันจำนวน \(\frac{X}{p}\) เป็นจำนวน \(p\) ครั้งต่อปี ตลอดระยะเวลา \(n\) ปี (รวมเป็นเงินทั้งสิ้น \(X\) ต่อปี) สมการแห่งมูลค่า ณ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี \(i\) จะเป็น:

\(L = X a_{\overline{n}|}^{(p)}\)

ทบทวนเอกลักษณ์มาตรฐานที่เชื่อมโยงระหว่าง \(a_{\overline{n}|}^{(p)}\) และ \(i^{(p)}\):

\(a_{\overline{n}|}^{(p)} = \frac{1 - v^n}{i^{(p)}}\)

โดยที่ \((1 + i) = \left(1 + \frac{i^{(p)}}{p}\right)^p\)

ทบทวนสั้นๆ: เงินค่างวดแต่ละงวดที่ผู้กู้จ่ายไปนั้น ทำหน้าที่สำคัญ 2 อย่างด้วยกัน:

1. จ่าย ดอกเบี้ย ให้แก่ผู้ให้กู้ ซึ่งคำนวณจากยอดหนี้คงค้างตลอดช่วงงวดที่เพิ่งสิ้นสุดลง

2. ส่วนที่เหลือหลังจากหักดอกเบี้ย จะนำไปลด เงินต้นของเงินกู้ (principal balance)


2. ยอดหนี้เงินกู้คงค้าง: วิธีมองไปข้างหน้า (Prospective) ปะทะ วิธีมองย้อนหลัง (Retrospective)

ณ เวลา \(t\) ใดๆ (\(0 < t < n\)) เรามักจำเป็นต้องคำนวณหา ยอดหนี้เงินกู้คงค้าง (outstanding loan balance) ซึ่งเขียนแทนด้วย \(L_t\) ในทางคณิตศาสตร์มี 2 วิธีที่ให้ผลลัพธ์เท่ากันอย่างสมบูรณ์ในการคำนวณ ได้แก่: วิธีมองไปข้างหน้า (prospective method) และ วิธีมองย้อนหลัง (retrospective method)

ยอดหนี้เงินกู้คงค้างโดยวิธีมองไปข้างหน้า (The Prospective Loan Balance)

วิธีมองไปข้างหน้า จะประเมินมูลค่าจากค่างวดทั้งหมดที่เหลืออยู่ในอนาคต:

\(L_t = \text{มูลค่าปัจจุบัน ณ เวลา } t \text{ ของค่างวดทั้งหมดในอนาคตที่ยังต้องจ่าย}\)

สำหรับค่างวดรายปีที่เท่ากันจำนวน \(X\) โดยเหลือค่างวดอีก \(n - t\) งวด:

\(L_t = X a_{\overline{n - t}|}\)

เหตุผลที่นักศึกษาชอบวิธีนี้มาก: เพราะเกือบทุกครั้งในการทำข้อสอบสอบ วิธีนี้จะคำนวณได้เร็วกว่าและง่ายกว่าเสมอ ตราบใดที่ค่างวดในอนาคตยังคงที่และเท่ากัน

ยอดหนี้เงินกู้คงค้างโดยวิธีมองย้อนหลัง (The Retrospective Loan Balance)

วิธีมองย้อนหลัง จะประเมินมูลค่าจากกระแสเงินสดในอดีตที่ทบยอดมาจนถึงเวลา \(t\):

\(L_t = \text{มูลค่าสะสม ณ เวลา } t \text{ ของเงินกู้ก้อนแรกเริ่ม} - \text{มูลค่าสะสม ณ เวลา } t \text{ ของค่างวดทั้งหมดที่ได้ชำระไปแล้ว}\)

สำหรับค่างวดรายปีที่เท่ากันจำนวน \(X\) ซึ่งชำระมาแล้วเป็นเวลา \(t\) งวด:

\(L_t = L(1 + i)^t - X s_{\overline{t}|}\)

โดยที่ \(s_{\overline{t}|} = \frac{(1 + i)^t - 1}{i}\)

ความเท่ากันของทั้งสองวิธี (Equivalence of Both Methods)

ตราบใดที่อัตราดอกเบี้ย \(i\) คงที่ตลอดระยะเวลาการกู้ ทั้งสองวิธีจะให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันทุกประการ:

\(L(1 + i)^t - X s_{\overline{t}|} = (X a_{\overline{n}|})(1 + i)^t - X \frac{(1 + i)^t - 1}{i} = X \left[ \frac{1 - v^n}{i}(1 + i)^t - \frac{(1 + i)^t - 1}{i} \right] = X \left[ \frac{1 - v^{n-t}}{i} \right] = X a_{\overline{n - t}|}\)

หัวใจสำคัญที่ต้องจำ: ให้เลือกใช้วิธีมองไปข้างหน้า (prospective) เมื่อค่างวดในอนาคตคงที่และไม่ซับซ้อน และให้เลือกใช้วิธีมองย้อนหลัง (retrospective) หากการชำระในอดีตตรงไปตรงมา แต่ค่างวดในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงหรือยังมีเงื่อนไขที่ไม่แน่นอน


3. องค์ประกอบเงินต้นและดอกเบี้ยของค่างวดผ่อนชำระ

พิจารณาค่างวด \(X_t\) ที่ชำระ ณ เวลา \(t\) ค่างวดนี้จะประกอบด้วย 2 ส่วนย่อยเสมอ:

\(X_t = I_t + C_t\)

โดยที่ \(I_t\) คือ ส่วนของดอกเบี้ย (interest component) และ \(C_t\) คือ ส่วนของการชำระคืนเงินต้น (capital repayment component)

ขั้นตอนการแยกองค์ประกอบแบบทีละสเต็ป

ขั้นตอนที่ 1: ส่วนของดอกเบี้ย (\(I_t\))
ดอกเบี้ยจะถูกคิดจากยอดหนี้คงค้าง ณ ต้นงวด (ซึ่งก็คือเวลา \(t - 1\)):

\(I_t = i \cdot L_{t-1}\)

ขั้นตอนที่ 2: ส่วนของเงินต้น (\(C_t\))
เงินต้นที่ได้รับชำระคืน คือส่วนของเงินค่างวดที่เหลืออยู่หลังจากหักดอกเบี้ยออกไปแล้ว:

\(C_t = X_t - I_t = X_t - i \cdot L_{t-1}\)

ขั้นตอนที่ 3: การปรับปรุงยอดหนี้คงค้าง
ยอดหนี้ที่เหลืออยู่ ณ สิ้นงวด จะเท่ากับยอดหนี้เดิมลบด้วยเงินต้นที่เพิ่งชำระคืนไป:

\(L_t = L_{t-1} - C_t\)

นิพจน์พีชคณิตสำหรับเงินกู้แบบผ่อนชำระเท่ากันทุกงวด (Level Annuity Loan)

เมื่อเงินกู้ถูกชำระคืนด้วยค่างวดรายปีที่เท่ากัน \(X\) เราสามารถแทนค่ายอดหนี้คงค้างแบบมองไปข้างหน้า \(L_{t-1} = X a_{\overline{n - t + 1}|}\) ลงในสูตรของ \(I_t\) ได้ดังนี้:

\(I_t = i \cdot X a_{\overline{n - t + 1}|} = i \cdot X \left( \frac{1 - v^{n - t + 1}}{i} \right) = X (1 - v^{n - t + 1})\)

จากนั้น จะได้ส่วนของเงินต้นเป็น:

\(C_t = X - I_t = X - X (1 - v^{n - t + 1}) = X v^{n - t + 1}\)

สังเกตเห็นลำดับเรขาคณิตอันงดงามนี้ไหม! สำหรับค่างวดรายปีที่เท่ากันทุกงวด:

\(C_t = X v^{n - t + 1}\)

\(C_{t+1} = X v^{n - (t+1) + 1} = X v^{n - t} = C_t(1 + i)\)

รู้หรือไม่? ภายใต้ตารางการผ่อนชำระแบบค่างวดเท่ากัน ส่วนของเงินต้นจะเติบโตขึ้นแบบเรขาคณิตในอัตรา \(i\) ในแต่ละปี: \(C_{t+1} = C_t (1 + i)\) ในขณะที่ส่วนของดอกเบี้ย \(I_t\) จะทยอยลดลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลาเนื่องจากยอดเงินต้นคงค้างลดลง


4. ตารางการผ่อนชำระเงินกู้ (The Loan Schedule)

ตารางการผ่อนชำระเงินกู้ (หรือตารางการตัดจำหน่ายหนี้สิน - amortization table) จะแสดงการเปลี่ยนแปลงของเงินกู้ในแต่ละช่วงเวลา สำหรับผู้เข้าสอบ CM1B ในโปรแกรม Microsoft Excel น้องๆ จะต้องสร้างตารางเหล่านี้ขึ้นมาบ่อยครั้ง ส่วนผู้เข้าสอบ CM1A ในโปรแกรม Microsoft Word ก็อาจเจอโจทย์ที่ให้คำนวณแถวใดแถวหนึ่งโดยเฉพาะ หรือให้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลขในตาราง

โครงสร้างของตารางการผ่อนชำระเงินกู้แบบค่างวดเท่ากัน

ปีที่ \(t\) ยอดคงค้างต้นงวด \(L_{t-1}\) ค่างวดรวม \(X_t\) ดอกเบี้ยจ่าย \(I_t = i \cdot L_{t-1}\) เงินต้นที่ชำระคืน \(C_t = X_t - I_t\) ยอดคงค้างปลายงวด \(L_t = L_{t-1} - C_t\)
\(1\) \(X a_{\overline{n}|}\) \(X\) \(X (1 - v^n)\) \(X v^n\) \(X a_{\overline{n-1}|}\)
\(2\) \(X a_{\overline{n-1}|}\) \(X\) \(X (1 - v^{n-1})\) \(X v^{n-1}\) \(X a_{\overline{n-2}|}\)
\(\dots\) \(\dots\) \(\dots\) \(\dots\) \(\dots\) \(\dots\)
\(t\) \(X a_{\overline{n-t+1}|}\) \(X\) \(X (1 - v^{n-t+1})\) \(X v^{n-t+1}\) \(X a_{\overline{n-t}|}\)
\(\dots\) \(\dots\) \(\dots\) \(\dots\) \(\dots\) \(\dots\)
\(n\) \(X a_{\overline{1}|}\) \(X\) \(X (1 - v)\) \(X v\) \(0\)
รวม — \(n \cdot X\) \(n X - L\) \(L\) —

จุดตรวจสอบที่มีประโยชน์: ผลรวมของเงินต้นที่ชำระคืนทั้งหมด จะต้องเท่ากับจำนวนเงินกู้ก้อนแรกเริ่มเสมอ:

\(\sum_{t=1}^n C_t = \sum_{t=1}^n X v^{n - t + 1} = X (v^n + v^{n-1} + \dots + v) = X a_{\overline{n}|} = L\)

และดอกเบี้ยรวมทั้งหมดที่จ่ายตลอดอายุสัญญากู้ยืม ก็คือ:

\(\sum_{t=1}^n I_t = \sum_{t=1}^n X_t - \sum_{t=1}^n C_t = n X - L\)


5. ตัวอย่างการคำนวณทีละขั้นตอน: การคำนวณองค์ประกอบและยอดหนี้คงค้าง

ผู้กู้รายหนึ่งกู้เงินจำนวน \$10,000 โดยตกลงผ่อนชำระคืนเป็นรายปีเท่ากัน 5 งวด ณ สิ้นงวด ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี \(6\%\)

ขั้นตอนที่ 1: คำนวณค่างวดรายปีที่เท่ากัน \(X\)

\(a_{\overline{5}|} = \frac{1 - (1.06)^{-5}}{0.06} = \frac{1 - 0.747258}{0.06} = 4.212364\)

\(X = \frac{10000}{4.212364} = 2373.96\)

ขั้นตอนที่ 2: หาองค์ประกอบในงวดปีที่ 1

\(I_1 = 0.06 \times 10000 = 600.00\)

\(C_1 = X - I_1 = 2373.96 - 600.00 = 1773.96\)

\(L_1 = 10000 - 1773.96 = 8226.04\)

ขั้นตอนที่ 3: หาองค์ประกอบในงวดปีที่ 3 โดยตรง

แทนที่จะต้องมานั่งไล่คิดคำนวณปีที่ 2 เราสามารถใช้สูตรมาตรฐานหาคำตอบได้โดยตรงทันที:

\(C_3 = X v^{5 - 3 + 1} = X v^3 = 2373.96 \times (1.06)^{-3} = 2373.96 \times 0.839619 = 1993.22\)

\(I_3 = X - C_3 = 2373.96 - 1993.22 = 380.74\)

ตรวจสอบความถูกต้องด้วยยอดหนี้คงค้างแบบมองไปข้างหน้า ณ เวลา \(t = 2\):

\(L_2 = X a_{\overline{3}|} = 2373.96 \times \frac{1 - (1.06)^{-3}}{0.06} = 2373.96 \times 2.673012 = 6345.62\)

\(I_3 = 0.06 \times L_2 = 0.06 \times 6345.62 = 380.74\) (ตรงกันเป๊ะ!)


6. อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง: APR (Annual Percentage Rate)

APR คืออะไร?

ผู้ให้กู้มักจะโฆษณาอัตราดอกเบี้ยตัวเลขเด่นๆ (headline rates) ที่ไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงของผู้กู้ เนื่องจากยังมีค่าธรรมเนียมการจัดการแรกเข้าที่ถูกบังคับจ่าย ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ค่าดำเนินการ หรือเรื่องของความถี่ในการทบต้นดอกเบี้ย เพื่อปกป้องผู้บริโภคและสร้างมาตรฐานกลางในการเปรียบเทียบ กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ให้กู้ต้องระบุ APR (Annual Percentage Rate) หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี

ในทางคณิตศาสตร์ประกันภัย APR นิยามว่าเป็น อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี ที่ทำให้จำนวนเงินสุทธิที่ผู้กู้ได้รับ เท่ากับมูลค่าปัจจุบันของค่างวดที่ต้องชำระและค่าใช้จ่ายบังคับทั้งหมดที่ผู้กู้ต้องจ่ายไป

สมการแห่งมูลค่าสำหรับ APR

หากผู้กู้ทำสัญญากู้เงินตามมูลหนี้ \(L\) แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้า \(E_0\) และต่อมาต้องจ่ายค่างวด \(X_t\) ควบคู่ไปกับค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการรายงวด \(e_t\) ณ เวลา \(t\) ต่างๆ อัตรา APR ก็คืออัตรา \(i\) หนึ่งเดียวที่สอดคล้องกับสมการ:

\(L - E_0 = \sum_{t} (X_t + e_t)(1 + i)^{-t}\)

หรือมองในอีกมุมหนึ่งได้ว่า:

\(\text{เงินสุทธิที่ได้รับจริง ณ } t = 0 = \text{มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่ผู้กู้จ่ายออกไปทั้งหมดคิดลดด้วย APR}\)

ข้อสังเกตที่สำคัญมาก: เนื่องจากค่าธรรมเนียมต่างๆ จะเข้าไปลดเงินกู้สุทธิที่ได้รับจริงในวันแรก อัตรา APR จึงมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่ระบุตามสัญญา (nominal/contractual rate) เสมอ

กับดักยอดฮิต: อัตราดอกเบี้ยคงที่แบบแบนราบ (Flat Rates) ปะทะ APR

ลูกเล่นสุดคลาสสิกของสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคในตลาดการเงินคือการแจ้ง "อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (flat interest rate)"

ตัวอย่าง: ผู้ให้กู้เสนอเงินกู้จำนวน \$1,000 เป็นเวลา 1 ปี โดยระบุว่า "คิดดอกเบี้ยอัตราคงที่เพียง \(10\%\) ต่อปี ผ่อนชำระ 12 งวดเท่าๆ กันทุกเดือน"

ดอกเบี้ยรวมที่คิดคือ \(10\% \times 1000 = \$100\) ยอดรวมที่ต้องชำระคืนทั้งหมด = \$1,100 ซึ่งคิดเป็นค่างวดต่อเดือนเท่ากับ:

\(\frac{1100}{12} = 91.67\)

ถามว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (APR) คือ \(10\%\) ใช่หรือไม่? ไม่ใช่เลย! เพราะผู้กู้ไม่ได้ถือครองเงินเต็มจำนวน \$1,000 ตลอดทั้งปี เงินต้นกำลังทยอยถูกจ่ายคืนไปในทุกๆ เดือน สมการแห่งมูลค่าสำหรับหาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อเดือน \(j\) คือ:

\(1000 = 91.67 a_{\overline{12}|j}\)

เมื่อแก้สมการนี้ จะได้ \(j \approx 1.498\%\) ต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (APR) คือ:

\(\text{APR} = (1 + j)^{12} - 1 \approx (1.01498)^{12} - 1 \approx 19.5\%\)

จะเห็นได้ว่าอัตรา APR สูงเกือบเป็นสองเท่าของอัตราดอกเบี้ยคงที่แบบ flat rate เลยทีเดียว! พึงระลึกไว้เสมอว่า: เมื่อใดก็ตามที่การผ่อนชำระช่วยลดยอดเงินต้นคงค้างลงตามเวลา อัตรา APR ที่แท้จริงจะสูงกว่า flat rate อย่างมีนัยสำคัญเสมอ


7. การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของเงินกู้ (อัตราดอกเบี้ยและการจ่ายคืนพิเศษ)

ในข้อสอบคณิตศาสตร์ประกันภัย โจทย์มักจะทดสอบความยืดหยุ่นในการปรับตัวคำนวณเมื่อเงื่อนไขของสัญญากู้ยืมเงินเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกลางคัน

กรณีอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง

สมมติว่าอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนจาก \(i\) เป็น \(i'\) ณ เวลา \(k\):

1. คำนวณยอดหนี้คงค้าง \(L_k\) ทันทีหลังจากการชำระเงิน ณ เวลา \(k\) โดยใช้อัตราดอกเบี้ย เดิม \(i\):

\(L_k = X a_{\overline{n-k}|i}\)

2. หาค่างวดผ่อนชำระใหม่ \(X'\) สำหรับช่วงเวลาที่เหลืออีก \(n - k\) งวด ด้วยอัตราดอกเบี้ย ใหม่ \(i'\):

\(L_k = X' a_{\overline{n-k}|i'} \implies X' = \frac{L_k}{a_{\overline{n-k}|i'}}\)

3. แต่หากเงื่อนไขระบุว่าต้องการคงค่างวดไว้เท่าเดิมที่ \(X\) ให้คำนวณหาระยะเวลาใหม่ \(m\) ที่จะต้องใช้ในการผ่อนชำระยอดหนี้ที่เหลือให้หมดสิ้น:

\(L_k = X a_{\overline{m}|i'}\)

การชำระคืนเงินต้นล่วงหน้า (Early Capital Repayment)

หากผู้กู้จ่ายเงินก้อนพิเศษโปะเงินต้นเพิ่มเติมเป็นจำนวน \(C^*\) ณ เวลา \(k\):

ยอดหนี้คงค้างใหม่จะกลายเป็น \(L_k' = L_k - C^*\) ซึ่งผู้กู้สามารถเลือกดำเนินการได้ 2 ทาง:

• ขอลดค่างวดในอนาคต: คงระยะเวลาที่เหลือตามสัญญาเดิม \(n - k\) เอาไว้ แล้วแก้สมการหาค่างวดใหม่จาก \(L_k' = X_{\text{new}} a_{\overline{n-k}|}\)

• ขอลดระยะเวลาการผ่อนชำระ: คงค่างวดไว้ที่ \(X\) เท่าเดิม แล้วแก้สมการหาจำนวนงวดที่เหลือ \(m\) ที่ลดลงจาก \(L_k' = X a_{\overline{m}|}\)


8. สรุปสูตรสำคัญที่ต้องรู้

หัวข้อ สูตรคำนวณ
สมการแห่งมูลค่า (รายปี) \(L = X a_{\overline{n}|i}\)
สมการแห่งมูลค่า (ปีละ \(p\) ครั้ง) \(L = X a_{\overline{n}|i}^{(p)}\)
ยอดหนี้คงค้างวิธีมองไปข้างหน้า (Prospective) \(L_t = X a_{\overline{n-t}|i}\)
ยอดหนี้คงค้างวิธีมองย้อนหลัง (Retrospective) \(L_t = L(1 + i)^t - X s_{\overline{t}|i}\)
ส่วนของดอกเบี้ย ณ เวลา \(t\) \(I_t = i \cdot L_{t-1} = X(1 - v^{n-t+1})\)
ส่วนของเงินต้น ณ เวลา \(t\) \(C_t = X_t - I_t = X v^{n-t+1}\)
ความสัมพันธ์การเติบโตของส่วนเงินต้น \(C_{t+1} = C_t(1 + i)\)
สมการแห่งมูลค่าสำหรับหา APR \(L - \text{Initial Fees} = \sum (\text{Instalments} + \text{Expenses}) \cdot (1 + \text{APR})^{-t}\)