บทนำ: ปริศนาของวันไถ่ถอนตราสารหนี้
ในการศึกษาเรื่องการกำหนดราคาตราสารหนี้ (Bond pricing) ก่อนหน้านี้ เรามักจะสมมติว่าวันไถ่ถอนนั้นถูกกำหนดไว้ตายตัว แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผู้กู้ (ผู้ออกตราสารหนี้) มีสิทธิที่จะจ่ายเงินคืนเมื่อไหร่ก็ได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด? เราเรียกสิ่งนี้ว่า ตราสารหนี้ที่มี วันไถ่ถอนที่เลือกได้ (optional redemption dates)
ลองนึกภาพว่าคุณให้เพื่อนยืมเงิน แล้วเพื่อนบอกว่า "ฉันจะคืนเงินให้เธอตอนไหนก็ได้ระหว่าง 5 ถึง 10 ปีนับจากนี้" ในฐานะนักคณิตศาสตร์ประกันภัย คุณจำเป็นต้องรู้ว่า ตราสารหนี้ฉบับนั้นมีมูลค่า ในตอนนี้ เท่าไหร่? เนื่องจากวันที่ไถ่ถอนยังไม่แน่นอน เราจึงไม่สามารถหาค่าที่เป๊ะเพียงค่าเดียวได้ แต่เราจะมองหา ขอบเขตบนและขอบเขตล่าง (upper and lower bounds) ซึ่งก็คือมูลค่าปัจจุบันสูงสุดและต่ำสุดที่เป็นไปได้นั่นเอง
ถ้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ดูยากในตอนแรก ไม่ต้องกังวลนะ! เรามี "หลักการจำง่ายๆ" เพื่อดูว่าผู้กู้จะตัดสินใจเลือกวันไหน
หมายเหตุ: บทนี้ต่อยอดมาจากความรู้เรื่อง การกำหนดราคาและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ (Bond pricing and yields) หากคุณต้องการทบทวนสูตรพื้นฐานของตราสารหนี้ ลองกลับไปดูบทก่อนหน้าในส่วนนี้ได้เลย
กลยุทธ์ของผู้กู้
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องจำไว้คือ ผู้กู้เป็นผู้ที่มีเหตุมีผล (rational) พวกเขาต้องการประหยัดเงินให้ได้มากที่สุด ดังนั้น ผู้กู้จะเลือกวันไถ่ถอนที่ เป็นประโยชน์ต่อพวกเขามากที่สุด (และในทางกลับกัน จะเป็นประโยชน์ต่อคุณซึ่งเป็นนักลงทุนน้อยที่สุด)
ในการหาขอบเขตของมูลค่าปัจจุบัน เราจะทดสอบที่จุดสิ้นสุดของช่วงเวลาไถ่ถอน (เช่น วันที่เร็วที่สุดที่เป็นไปได้ และวันที่ช้าที่สุดที่เป็นไปได้) จากนั้นเราจะดูว่าวันที่ใดที่ทำให้ราคาต่ำที่สุดสำหรับอัตราผลตอบแทนที่กำหนด
"กฎทอง" ของการเลือกวันไถ่ถอน (Optional Redemption)
การที่ผู้กู้จะเลือกไถ่ถอนเร็วหรือช้านั้น ขึ้นอยู่กับว่าตราสารหนี้นั้นถูกกำหนดราคาแบบ มีส่วนพรีเมียม (premium) หรือ มีส่วนลด (discount) เมื่อเทียบกับมูลค่าไถ่ถอน
- กรณีที่ 1: ราคาไถ่ถอน \( > \) รายได้สุทธิ (ตราสารหนี้ราคาถูกกว่าปกติ หรือ At a Discount)
หากการจ่ายคืนเงินต้นนั้น "แพง" สำหรับผู้กู้เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่เขาต้องจ่ายให้คุณ เขาจะต้องการเก็บเงินของคุณไว้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นเขาจะเลือกวันไถ่ถอนที่ ช้าที่สุด - กรณีที่ 2: ราคาไถ่ถอน \( < \) รายได้สุทธิ (ตราสารหนี้ราคาสูงกว่าปกติ หรือ At a Premium)
หากการจ่ายดอกเบี้ย (coupons) ทำให้ผู้กู้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการจ่ายคืนเงินต้นในตอนสุดท้าย เขาจะต้องการหยุดจ่ายดอกเบี้ยเหล่านั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นเขาจะเลือกวันไถ่ถอนที่ เร็วที่สุด
เคล็ดลับ: ให้ลองนึกถึงการสมัครสมาชิก (Subscription) ถ้าค่าธรรมเนียมรายเดือนแพง คุณก็จะยกเลิกให้เร็วที่สุด แต่ถ้าค่าธรรมเนียมรายเดือนถูกมากเหมือนได้เปล่า คุณก็อยากจะรักษาสมาชิกนั้นไว้นานๆ!
การคำนวณหาขอบเขต (Bounds)
ในหลักสูตร CM1 เราจะเน้นไปที่การหามูลค่าปัจจุบัน (\(P\)) สำหรับอัตราดอกเบี้ยทบต้นที่แท้จริง (\(i\)) ที่กำหนดให้ ในการหาขอบเขต เรามักจะคำนวณราคา ณ วันที่ที่เป็นไปได้สองขั้ว คือ \(n_{min}\) และ \(n_{max}\)
สูตรสำหรับราคาตราสารหนี้ที่มีทั้งภาษีเงินได้และภาษีจากกำไรส่วนทุน (CGT) โดยทั่วไปคือ:
\(P = C(1-t_1)a_{\overline{n}|}^{(p)} + Rv^n - t_2(R - P)v^n\)
โดยที่:
\(C\) = ดอกเบี้ยรายปี (Annual coupon)
\(t_1\) = อัตราภาษีเงินได้
\(R\) = มูลค่าไถ่ถอน (Redemption value)
\(t_2\) = อัตราภาษีจากกำไรส่วนทุน (Capital gains tax rate)
\(n\) = ระยะเวลาจนถึงการไถ่ถอน
รู้หรือไม่? ถึงแม้สูตรจะดูน่ากลัว แต่ตรรกะสำหรับการเลือกวันไถ่ถอนมักจะสรุปได้ง่ายๆ เพียงแค่การเปรียบเทียบ อัตราดอกเบี้ยสุทธิ (net coupon rate) กับ อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการ (investor's required yield)
วิธีหาราคาใน "กรณีที่แย่ที่สุด" (Worst Case)
- คำนวณราคาโดยสมมติว่ามีการไถ่ถอนในวันที่ เร็วที่สุด
- คำนวณราคาโดยสมมติว่ามีการไถ่ถอนในวันที่ ช้าที่สุด
- ขอบเขตล่าง (ราคาต่ำสุด) คือค่าที่น้อยกว่าระหว่างสองค่านี้
- ขอบเขตบน (ราคาสูงสุด) คือค่าที่มากกว่าระหว่างสองค่านี้
ตัวอย่างการคำนวณ: การหาขอบเขตราคา
สถานการณ์: นักลงทุนต้องการอัตราผลตอบแทน \(8\%\) ต่อปี เขากำลังพิจารณาซื้อตราสารหนี้ที่มีดอกเบี้ย \(6\%\) ต่อปี (จ่ายรายปีตอนสิ้นงวด) ตราสารหนี้สามารถไถ่ถอนได้ที่ราคา \(100\%\) เมื่อใดก็ได้ระหว่างปีที่ 10 ถึงปีที่ 15 เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น เราจะยังไม่นำภาษีมาคิดในตัวอย่างนี้
ขั้นตอนที่ 1: คำนวณราคาสำหรับ \(n = 10\) (เร็วที่สุด)
\(P = 6 \cdot a_{\overline{10}|} + 100 \cdot v^{10}\) ที่ \(8\%\)
\(a_{\overline{10}|} = \frac{1 - (1.08)^{-10}}{0.08} = 6.7101\)
\(P = 6(6.7101) + 100(0.4632) = 40.26 + 46.32 = 86.58\)
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณราคาสำหรับ \(n = 15\) (ช้าที่สุด)
\(P = 6 \cdot a_{\overline{15}|} + 100 \cdot v^{15}\) ที่ \(8\%\)
\(a_{\overline{15}|} = \frac{1 - (1.08)^{-15}}{0.08} = 8.5595\)
\(P = 6(8.5595) + 100(0.3152) = 51.36 + 31.52 = 82.88\)
บทวิเคราะห์:
อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการ (\(8\%\)) สูงกว่าอัตราดอกเบี้ย (\(6\%\)) หมายความว่าตราสารหนี้นี้ขายแบบ มีส่วนลด (ราคา \( < 100\))
ตามที่เราคาดไว้ ขอบเขตล่าง (ราคาต่ำสุด) เกิดขึ้น ณ วันที่ ช้าที่สุด (\(n = 15\)) ซึ่งได้ราคาเท่ากับ \(82.88\)
และ ขอบเขตบน (ราคาสูงสุด) เกิดขึ้น ณ วันที่ เร็วที่สุด (\(n = 10\)) ซึ่งได้ราคาเท่ากับ \(86.58\)
ผลกระทบของภาษี
เมื่อมีเรื่องภาษีเงินได้และภาษีจากกำไรส่วนทุน (CGT) เข้ามาเกี่ยวข้อง หลักการยังคงเหมือนเดิม แต่คุณต้องใช้ กระแสเงินสดสุทธิ (net cashflows) ในการคำนวณ
ถ้าตราสารหนี้สามารถไถ่ถอนได้ในช่วงวันที่ที่กำหนด ตามความต้องการของผู้กู้ ผู้กู้จะเลือกวันที่ที่ส่งผลให้มูลค่าปัจจุบันของนักลงทุนต่ำที่สุด หากข้อสอบถามหา "ราคา" ของตราสารหนี้ประเภทนี้ คุณควรตอบค่าที่ ต่ำที่สุด (minimum value) เสมอเพื่อความระมัดระวัง (prudence)
สรุปประเด็นสำคัญ: ทางลัด "ผลตอบแทน vs ดอกเบี้ย"
หากไม่มีภาษีจากกำไรส่วนทุน (CGT):
- ถ้า ผลตอบแทน \( > \) อัตราดอกเบี้ยสุทธิ: ราคาต่ำสุดจะอยู่ที่วันที่ ช้าที่สุด
- ถ้า ผลตอบแทน \( < \) อัตราดอกเบี้ยสุทธิ: ราคาต่ำสุดจะอยู่ที่วันที่ เร็วที่สุด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่ควรระวัง
- การสมมติเอาค่าเฉลี่ยตรงกลาง: ห้ามนำวันที่มาหาค่าเฉลี่ยเด็ดขาด ผู้กู้จะเลือกจุดที่อยู่ปลายสุดด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ใช่ตรงกลาง
- ลืมเรื่องภาษี: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้หักภาษีเงินได้จากดอกเบี้ย และหักภาษี CGT จากกำไร (ราคาไถ่ถอน ลบ ราคาซื้อ) ก่อนที่จะทำการคิดลด (discounting)
- สับสนระหว่างผู้กู้และนักลงทุน: จำไว้เสมอว่าผู้กู้จะเลือกวันที่ที่ ประหยัดที่สุดสำหรับเขา ซึ่งจะเป็นค่าที่ "แย่ที่สุด" สำหรับการประเมินมูลค่าของนักลงทุน
สรุปบทเรียนแบบรวบรัด
- สิทธิเลือก (Optionality): ผู้กู้สามารถเลือกได้ว่าจะไถ่ถอนเมื่อไหร่ภายในช่วงที่กำหนด
- ความสมเหตุสมผล (Rationality): ผู้กู้พยายามลดต้นทุนของตนเองให้น้อยที่สุด นักลงทุนจึงต้องหามูลค่าปัจจุบันใน "กรณีที่แย่ที่สุด"
- ขอบเขต (Bounds): คำนวณได้จากการทดสอบวันที่เร็วที่สุดและช้าที่สุดที่เป็นไปได้
- กฎการจำ: ถ้าเป็น "ข้อเสนอที่ดี" สำหรับผู้กู้ (ดอกเบี้ยต่ำ) เขาจะดึงเวลาให้นาน (วันที่ช้าที่สุด) แต่ถ้าเป็น "ข้อเสนอที่แย่" (ดอกเบี้ยสูง) เขาจะรีบจ่ายคืนทันที (วันที่เร็วที่สุด)